10 กลยุทธ์ในการพัฒนา/เพิ่มคุณภาพการพยาบาล
(10 Strategies to Improve Your Nursing Care)
แปลและเรียบเรียงโดย
ศรัญญา ตุกชูแสง
จากการสำรวจพยาบาลในสหรัฐ พบว่า 80 % ของพยาบาล มีจุดที่เป็นอุปสรรคสำคัญและใหญ่ที่สุดในการปฏิบัติพยาบาลให้ดีและมีคุณภาพคือ การขาดแคลนบุคลากร และ ไม่มีเวลาในการที่จะปฏิบัติพยาบาล
ดังนั้นจึงได้มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ที่จะช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการพยาบาลในสหรัฐ ฯ ขึ้น ซึ่งมีดังต่อไปนี้
1. เพิ่มความรู้ในการพยาบาล
2. ค้นหา “Red Flags” หมายถึง “ธงแดง” เป็นเครื่องหมายว่า “สัญญาณอันตราย”
3. ใช้ “Road Map” ( แผนที่เดินทาง คือ แนวทางปฏิบัติ )
4. มุ่งเน้นการประเมิน
5. ใช้ เครื่องมือด้านคลินิก
6. ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ
7. บริหารจัดการ
8. นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
9. นำนวัตกรรมที่ดีกว่ามาใช้
10. ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
พบว่าเมื่อมีการนำ 10 กลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้ในการพยาบาลจะสามารถเพิ่มความมั่นใจในการพยาบาลและคุณภาพของการดูแล อย่างเห็นได้ชัด
- 1. เพิ่มพูนความรู้ของพยาบาล
- knowledge is power ความรู้คือ พลังอำนาจ ยิ่งเรามีความรู้มากขึ้น ก็จะทำให้การวิเคราะห์และการดูแลผู้ป่วยง่ายขึ้น รวมทั้งจะนำไปสู่การลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของผู้ป่วยและได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นและผลสำเร็จมากขึ้น
- เรียนรู้ด้วยวิธีที่ง่าย ๆ เมื่อนึกถึงการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง พยาบาลมักจะนึกไปถึงการย้อนกลับไปศึกษาในสถาบันการศึกษาและระยะเวลาที่ยาวนานกว่าจะจบการศึกษา แต่ในปัจจุบันเมื่อมี internet เข้ามาก็เป็นการเพิ่มช่องทางในการที่จะเรียนรู้มากขึ้น จึงมีหนทางหลาย ๆ ทางในการที่จะทำให้พยาบาลเพิ่มความรู้ในการพยาบาลมากขึ้น
- การใช้ web World wide web ถือเป็นแหล่งความรู้ที่มีประโยชน์ที่จะทำให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น นอกจากนี้องค์กรทางการพยาบาลส่วนใหญ่ก็มักจะมี web ส่วนตัวไว้เผยแพร่ ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นการดีที่จะทำให้สามารถค้นคว้าข้อมูลที่ทันสมัยได้ง่ายขึ้น ตัวอย่าง web ที่น่าสนใจ เช่น Medscape.com , WebMD.com ,Merck.com , aacn.org ,sccm.org , amsn.org หรือ nursingworld.org เป็นต้น
- นอกจากนี้การพยายามใช้ e-mail address ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ก็เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยอยู่เสมอ โดยการอาจจะไปสมัครใน listservs ซึ่งเป็นบริการฟรีทาง internet โดยจัดเป็นลักษณะ e-mail discussion คือมีการถามและตอบข้อมูลที่สงสัยโดยใช้ e-mail ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่ก่อให้เกิดความร่วมมือที่กว้างขวางระหว่างพยาบาลในแต่ละที่ แต่ละแห่ง เราสามารถค้นหาแหล่งของ listservs ได้ จาก http://www.lsoft.com/catalist.html และ key ค้นหาจากคำว่า “nursing ”
2. มองหา “Red Flags” (สัญญาณอันตราย) Red flags คือ อาการหรืออาการแสดงที่อาจเห็นไม่ชัดเจนแต่เพียงบอกเป็นนัย ๆ ซึ่งง่ายต่อการเพิกเฉยหรือละเลย แต่จริง ๆ แล้วเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้เราสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น การที่ RR ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย พร้อมกับผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าหายใจไม่สะดวก ( dyspnea) นั่นอาจเป็นตัวบ่งบอกถึงภาวะ respiratory distress ของผู้ป่วยก็ได้ ซึ่งอาการและอาการแสดงเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ง่ายต่อการเพิกเฉยหรือไม่เห็นความสำคัญ เพราะบางครั้งพยาบาลอาจนึกว่าการที่ผู้ป่วยหายใจเร็วขึ้น อาจเกิดจากความกังวลหรือความเจ็บปวดก็ได้ แต่ก็ควรจะตระหนักเพิ่มขึ้นเพราะสาเหตุอาจไม่ใช่จากภาวะเหล่านี้ แต่กลับเป็นจากภาวะ pulmonary edema หรือ infection ก็ได้ ซึ่งเมื่อพยาบาลสามารถประเมินภาวะ “Red Flags” ได้แล้ว พยายามอย่ามองข้าม เพราะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ควรจะตระหนักและเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะเป็นตัวช่วยทำให้ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยน้อยลงได้ เนื่องจากพยาบาลเห็นความสำคัญและคอยเฝ้าระวัง พยาบาลควรติดตามและค้นหาภาวะ “Red Flags” อย่างใกล้ชิดและตลอดเวลาที่ให้การดูแลผู้ป่วย เพราะจะทำให้พบปัญหาของผู้ป่วยแต่เนิ่น ๆ และสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
ตัวอย่างอื่น ๆ ของ “Red Flags” เช่น การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและบุคลิกภาพของผู้ป่วย อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท ,
ภาวะ Dyspnea อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ MI , การที่ urine ออกน้อยก็อาจเป็นการเริ่มต้นของภาวะ acute renal failure หรือ ถ้าผู้ป่วยมี DBP ต่ำลง ก็อาจแสดงว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะ sepsis ก็ได้ หรือถ้า Pulse pressure แคบขึ้น ผู้ป่วยอาจจะเริ่มมีภาวะ shock ก็ได้
3. Road Map map จะเป็นประโยชน์สำหรับพยาบาลเมื่อเราพบกับสถานการณ์ที่เราไม่คุ้นเคย และในแนวทางเดียวกัน การเขียน map เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในการที่พยาบาลจะจัดการให้การดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ
การเขียน map ขั้นตอนแรก คือการ list ปัญหาของผู้ป่วยก่อน โดยเรียงลำดับตามอาการและอาการแสดงของผู้ป่วย หลังจากนั้นก็ตัดสินใจโดยประเมินว่าปัญหาใดควรให้การพยาบาลก่อน โดยนำข้อมูลที่ประเมินได้มาช่วยในการตัดสินใจ และรวมกลุ่มปัญหาที่คล้ายคลึงกัน จะทำให้ map ของเราแคบขึ้น และเติมรายละเอียดต่าง ๆ ในแต่ละปัญหา ซึ่งเป็นการเพิ่มรายละเอียดของ map ของเรา ต่อจากนั้นก็ใส่ intervention ที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละปัญหาลงไปใน map โดยเริ่มพิจารณาก่อนว่า intervention ใดที่สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ หลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่าอันไหนจะทำก่อน อันไหนจะทำทีหลัง โดยถามตัวเองว่า “อะไรเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น ” และพุ่งเป้าไปที่จะป้องกันผลลัพธ์จากสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย
ตัวอย่างเช่น ถ้าสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นแล้วส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะ shock ได้ ดังนั้น intervention ที่จะทำให้ผู้ป่วยก็ต้องพุ่งเป้าเพื่อป้องกันและรักษาภาวะ shock ของผู้ป่วย เป็นต้น
4. มุ่งเน้นการประเมิน เมื่อเราดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤติ สิ่งที่จะเป็นประโยชน์และช่วยให้พยาบาลดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถประเมินปัญหาของผู้ป่วยได้แต่เนิ่น ๆ รวมทั้งสามารถที่จะป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้ ก็โดยการใช้วิธีพิจารณาถึงสถานการณ์จำลองที่เลวร้ายที่สุดของผู้ป่วย เช่นในผู้ป่วย MI เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของผู้ป่วยก็คือผู้ป่วยอาจเกิดภาวะ cardiogenic shock ดังนั้นอาการและอาการแสดงที่ซ่อนเร้นที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยอาจเกิดภาวะนี้ได้ เช่น tachycardia, Pulse pressure แคบ , RR เพิ่มขึ้น และ หัวใจมีเสียง S3
5. การใช้เครื่องมือช่วยในคลินิก การมีคู่มือข้างเตียง (pocket reference) สามารถช่วยให้พยาบาลสามารถจัดการกับสถานการณ์หรืออุปกรณ์ หรือ หัตถการที่พบไม่บ่อยได้ดีขึ้น เช่น การต่อ ICD ถ้าพยาบาลมีคู่มือ ก็ทำให้การใช้เครื่องมือนี้หรือการทำหัตถการต่าง ๆ ดีขึ้น
ตัวอย่าง web ที่เราจะสามารถหาอ่านคู่มือหรือมาตรฐานต่าง ๆ ได้ เช่น Ed4Nurses.com นอกจากนี้ การมีเครื่องมือ ,เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น Palm ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่พยาบาลในการที่จะค้นคว้าและเก็บข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการดูแลผู้ป่วย รวมทั้งสามารถพกพาได้สะดวกอีกด้วย
6. ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิผล
ประสิทธิภาพ (efficiency) คือการทำงานให้เสร็จทันเวลา แต่บางครั้งก็ต้องระมัดระวัง เพราะเมื่อพยายามที่จะให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน มักจะมีการต่อต้านหรือสร้างความไม่พึงพอใจแก่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะนำไปสู่ไม่ประสบความสำเร็จและเสียเวลาโดยใช่เหตุ
ส่วนประสิทธิผล (effectiveness) คือการทำในสิ่งที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งมักจะหมายถึงในคน โดยการค้นหาจุดอ่อนและจุดแข็งของคน และมอบหมายงานให้ถูกต้อง เหมาะสมกับคนคนนั้น
5 จุดที่พิจารณาเพื่อช่วยในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผล
5.1 ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผล โดยการ
- มองหาจุดแข็งของคนในทีม
- มอบหมายงานอย่างชัดเจนและจำเพาะเจาะจง
- ปรึกษาที่ปรึกษา
- มุ่งการทำงานที่ดีที่สุด
- สนับสนุนความเป็นหนึ่ง
- ดูแลตัวเอง
- ดูแลทีมงาน
5.2 การสื่อสาร
- ให้ข้อมูลที่จำเพาะเจาะจง
- สื่อสารให้ทราบแผน
- เปิดกว้างในการสื่อสาร โดยการฟังและตอบสนองอย่างนุ่มนวล
5. 3. stay in touch ติดตามใกล้ชิด
- กำหนดเวลาที่จะรายงานอย่างชัดเจน
- ทำงานร่วมกับทีม ,สัมผัส/ใกล้ชิดกับทีม/เข้าถึงทีม
- เสริมสร้างความมั่นใจแก่ทีม
5.4 การประเมินใหม่
- การมอบหมายงานมีประสิทธิผลหรือไม่
- ทำอย่างไรถึงจะมีประสิทธิผลมากขึ้น
- ใครเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะดำเนินการเปลี่ยนแปลง
5.5 การจัดระบบใหม่
- ไม่มอบหมายงานแบบบังคับ หรือโดยไม่สมัครใจ
- จัดระบบใหม่เมื่อจำเป็นเท่านั้น
- ปรับเปลี่ยนการจัดสรรบุคลากรอย่างชาญฉลาด
7. องค์กร ควรมีการทบทวนกลยุทธ์ที่มีอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีความทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ อีกทั้งควรมีการคิดนอกกรอบบ้าง โดยอาจอาศัยกลยุทธ์ในเชิงธุรกิจนำมาประยุกต์ใช้ เช่น กลยุทธ์ของ Steven Covey ในเรื่อง “ 7 อุปนิสัยของผู้ที่ประสบความสำเร็จสูง” ดังต่อไปนี้
7.1 Be proactive หมายถึง คาดการณ์ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และหาทางป้องกันปัญหาเหล่านั้นไม่ให้เกิดขึ้นหรือลดความรุนแรงของปัญหานั้น ๆ
7.2 Begin with the end in mind หมายถึง คิดและวางเป้าหมายในการทำงานในแต่ละวัน/เวร ว่าเสร็จสิ้นวันหรือเวรนั้น ๆ แล้ว เราต้องการหรือมีเป้าหมายอย่างไร และพยายามปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
7.3 First things first หมายถึง ทำสิ่ง ต่างๆ เสมือนว่าทุกสิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ
7.4 Think win/win คิดให้ได้ประโยชน์ทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น
7.5 Seek first to understand then to be understood หมายถึง ก่อนที่จะให้คนอื่นมาเข้าใจเรา เราควรที่จะเข้าใจคนอื่นก่อน
7.6 Synergize หมายถึงผสานจุดแข็งของทุกคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงาน
7.7 Sharpen the saw ก่อนที่เราจะสามารถไปดูแลคนอื่นได้ เราก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อน
8. นำเทคโนโลยีมาใช้ คือการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ เช่น ในปัจจุบันอุปกรณ์ที่ใช้ในการ monitor ผู้ป่วยหรืออุปกรณ์วัดความดันผู้ป่วย มักจะมี function ที่สามารถดู trend ของข้อมูลของผู้ป่วยได้ อีกทั้งสามารถเก็บข้อมูลของผู้ป่วยได้ และสามารถดูย้อนหลังได้ ดังนั้นพยาบาลควรใช้ประโยชน์จาก function ให้มากขึ้น เพื่อการประหยัดเวลาและสามารถทราบปัญหาของผู้ป่วยแต่เนิ่น ๆ
นอกจากนี้ควรมีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ ช่วยให้ลดการเสียเวลาในการทำ chart ของผู้ป่วย อีกทั้งพยาบาลก็ควรมีการหาข้อมูลทาง internet ด้วยเช่นเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาแก่ผู้ป่วย ความรู้เกี่ยวกับโรคหรืออุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ที่จะช่วยในการดูแลผู้ป่วย รวมทั้งอาจเป็นสื่อการสอนที่พยาบาลจะใช้ในการสอนผู้ป่วย ตัวอย่าง web site เช่น Merck.com , www.diabetes.org, www.americanheart.org, www.lungusa.org เป็นต้น และผู้เขียนได้ให้ความคิดเห็นว่า เธอใช้ plam ช่วยในการทำงานทำให้ประหยัดเวลาและมีข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเป็น reference เยอะมาก โดยเก็บไว้ใน plam ทำให้หาข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว
9. นำแนวทางปฏิบัติที่ดีกว่ามาใช้ เริ่มแรก ทบทวนแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่และเรียงลำดับความสำคัญก่อน หลังในการที่จะนำมาปฏิบัติ เช่นเป็นแนวทางที่เริ่มทำให้เกิดปัญหาในการดูแลผู้ป่วยคือถ้าไม่มีการพูดคุยหรือแก้ไข หรือปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน อาจเกิดปัญหากับผู้ป่วยได้ ให้เลือกมาหาแนวทางที่ดีกว่าก่อน หลังจากนั้นก็หาแหล่งข้อมูลที่มีแนวทางนี้ที่เป็นมาตรฐานและเชื่อถือได้ นำมาปรับปรุงให้เข้ากับงานที่ทำ ซึ่งเราเรียกว่า "Evidence-based Practice “ (EBP) โดยหาจาก web site ต่าง ๆ ได้เพราะปัจจุบันมี web site หลาย web site ทีเดียวที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เช่น www.ahcpr.gov/clinic/epc/ ,www.ti.ubc.ca หรือที่สำคัญคือสถาบัน Joannabriggs www.joannabriggs.edu.au ซึ่งเป็นสถาบันที่กล่าวเรื่อง EBP โดยเฉพาะ พยายามหาข้อมูลจากผู้ป่วยและครอบครัว
พยายามสร้างความร่วมมือจากผู้ป่วยและญาติ โดยการใช้หลัก “6 A” ของ health promotion ดังนี้
1. Assess ใช้เวลาสั้น ๆ ในการพยายามพูดคุยกับผู้ป่วยหรือญาติ และจดจำรายละเอียด รวมทั้งประเมินปัญหาหรือเก็บข้อมูลจากการสังเกตบุคลิก พฤติกรรมของผู้ป่วยและญาติขณะที่เราพูดคุยด้วย
2. Approach ด้วยความนุ่มนวล เห็นใจ และต้องไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวในการตัดสินผู้ป่วยหรือญาติ
3. Advise ให้คำแนะนำทั้งในเรื่องที่เป็นความเสี่ยงและประโยชน์ต่อชีวิตของผู้ป่วย โดยคำนึงเพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย
4. Agree ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักจะยินยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองเพื่อให้เกิดประโยชน์กับตนเอง แต่พยาบาลก็ควรให้คำแนะนำที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยคำนึงถึงความคิดเห็นและความยินยอมของผู้ป่วยเสมอ
5. Assist ควรหาแหล่งที่ผู้ป่วยสามารถขอความช่วยเหลือให้ด้วย เพื่อให้เขารู้สึกว่ามีที่พึ่งเมื่อเขามีปัญหา
6. Arrange คอยติดตามและให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งประเมินผล เพราะผู้ป่วยประมาณ 30 % ที่มักจะยินยอมปฏิบัติตามคำแนะนำเมื่อทราบว่าจะต้องมีการติดตามผล หรือนัด Follow-up
10. ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น พยาบาลควรถามตัวเองอยู่เสมอเมื่อให้การดูแลผู้ป่วยว่า “อะไรที่จะเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วย” เพราะจะทำให้พยาบาลไม่ละเลยและตระหนัก รวมทั้งคอยเฝ้าระวัง อาการและอาการแสดงที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย ถึงแม้เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยใช้หลัก “Red Flags” ดังที่กล่าวมาแล้ว จะทำให้พยาบาลสามารถป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้แต่เนิ่น ๆ หรือค้นหาปัญหาของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว
สรุป เมื่อได้ทดลองใช้ 10 กลยุทธ์นี้อย่างสม่ำเสมอในการดูแลผู้ป่วย จะส่งผลให้พยาบาลมีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้นและสามารถป้องกันภาวะ
แทรกซ้อนของผู้ป่วยได้ เพราะพยาบาลควรยึดหลักการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น มากกว่าจะมาแก้ไขหรือรักษาภายหลัง
เอกสารอ้างอิง
- 10 Strategies to Improve Your Nursing Care , 2003 Ed4Nurses,Inc.