เมืองพนา
ประวัติอำเภอพนา
   ภาพภูมิประเทศในอดีตและปัจจุบัน ก่อนพุทธศักราช 2000 ภูมิประเทศอันเป็นที่ตั้งบ้านพนา อำเภอพนาในอดีต เป็นป่าดงดิบหนาทึบ ติดต่อกันหลายดง เป็นต้นว่า ดงเจ้าบ้าน ดงขวาง คงอีเก้ง ดงคึมน้อยคึมใหญ่ ดงหนองม่วง ดงหนองเมือง ดงต่างๆ ดังกล่าว ได้เปลี่ยนจากดงเป็นดอน จากดอนเป็นคอนกรีต คือ เป็นที่ตั้งเคหะสถาน บ้านเรือนไปเกือบทุกแห่งแล้ว เช่น ดงเจ้าบ้าน ดงเจ้าบ้านในอดีต มีสภาพเป็นป่าดงดิบ เต็มไปด้วยป่าไม้นานาพันธุ์ มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ ไพศาล ประมาณว่า ถ้าใช้แรงคนตัดเพียงเพื่อเอามาสร้างบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัย กี่ร้อยกี่พันปีก็คงไม่ หมดป่า แต่เพราะเหตุว่ากิเลสตัณหา ความอยากได้ใคร่รวยของคนเห็นแก่ตัว ใจทมิฬหินชาติ ตัดไม้ทำลายป่า ค้าไม้เถื่อน ขอ 1 ต้น ตัด 10 ต้น ปล้นชาติปล้นแผ่นดินกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า อาศัยที่บรรพชนคนที่มาตั้งหมู่บ้านในแถบนี้ ท่านมีความฉลาด มองเห็นการณ์ไกล ได้ยึดถือเอา ดงนี้เป็นดงเจ้าบ้าน เพราะธรรมเนียมไทย ไม่ว่ายุคใด สมัยใด เมื่อตั้งบ้านตั้งเมือง ประการแรกจะต้องพิจารณาทำเลที่จะตั้งศาลหลักบ้าน หรือศาลหลักเมือง ศาลหลักเมืองจะตั้งขึ้นกลางใจเมือง
               สำหรับหมู่บ้านตามชนบท โดยเฉพาะทางอีสานส่วนมาก จะถือเอาป่าดอน ,ดง เป็นที่ตั้ง ศาลเจ้าที่ หรือศาลพระภูมิเจ้าที่ โดยบวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษชั้นปู่ ย่า ตา ทวด ขึ้นไป ให้มาสิงอยู่ในศาล เรียกชื่อตามสภาพของป่า เช่น มีสภาพเป็นดง ก็เรียกดงเจ้าบ้าน" มีสภาพเป็นดอนก็เรียก "ดอนเจ้าบ้าน" หรือ เจ้าปู่เจ้าตา เจ้าป่าเจ้าเขา ตามแต่จะมีความนับถือในสิ่งใด พร้อมกันนั้น ก็จะสงวนป่าส่วนหนึ่งไว้ใช้เป็น ป่าช้า สำหรับเผา หรือฝังศพอีกด้วย ชายดงด้านตะวันตกเฉียงเหนือ เคยเป็นที่ตั้งของบ้านทรายมูล ยังเหลือซากอิฐของเจดีย์ และโบสถ์ปรากฏอยู่ ปัจจุบันชาวพนา ได้สร้างโบสถ์จำลองขึ้นไว้ ให้ชนรุ่นหลังได้เห็นตรงบริเวณเดิมนั้น และที่แห่งนี้ ชาวบ้านเคยใช้เป็นป่าช้าเด็ก มีต้นม่วงชี (ม่วงป่า) ต้นมหึมาปกคุมอาณาบริเวณ เป็นที่น่าสะพึงกลัว ของคนขวัญอ่อน และมีความเชื่อเรื่องผีๆ สภาพดงเจ้าบ้านในปัจจุบัน กลายเป็นดอนเจ้าบ้าน
ดอนเจ้าปู่
                หรือดอกปู่ตาก็เรียก เป็นที่น่า ยินดีว่า ดอนเจ้าปู่ของชาวพนา ยังมีสัญลักษณ์ของความเป็นป่าดอนให้เห็นเป็นขวัญตา ต้นยางใหญ่ อายุยาวนาน ยังยืนต้นตระหง่านให้มองเห็นแต่ไกลเป็นทิวแถว เป็นทัศนียภาพที่สวยงามมาก ทางราชการร่วมกับชาวบ้านพนา ได้ปรับปรุงเป็นวนอุทยานอภัยสัตว์ มีลิงอาศัยอยู่เป็นฝูงใหญ่ ไต่เต้นไปตามกิ่งก้านสาขาของไม้ เมื่อมีแขกต่างบ้านต่างเมืองผ่านไปมา หรือมีผู้ใจบุญนำอาหารเช่น กล้วยมาให้ เขาจะพากันลงมาต้อนรับ แบมือขอรับของไปกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ต่างไปจากฝูงลิงที่ศาลพระกาฬลพบุรี แต่ที่แตกต่างไปหน่อยก็ตรงที่ ยังไม่มีใครศรัทธาลิง หลงลิง ถึงกับจัดโต๊ะจีนเลี้ยงลิงเยี่ยงชาวลพบุรี สำคัญไปกว่านี้ ดอนเจ้าปู่ ยังใช้จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยพุทธบริษัทจะพากัน หลั่งไหล มาอยู่ธุดงควัตรปฏิบัติธรรมประจำปี เป็นเวลา 10 วัน เรีมแต่วันที่ 20 ธันวาคมของทุกปี เป็นต้นไป ด้านทิศตะวันตก ได้มีถนนถาวรลาดยางตัดผ่าน ออกจากหมู่บ้านก็ผ่านดอนเจ้าปู่ ตรงไปยังอำเภอม่วงสามสิบ สู่ถนนชยางกูร จากนั้นจะล่องลงสู่จังหวัดอุบลราชธานี หรือจะขึ้นไปจังหวัดอำนาจเจริญ ตลอดถึงมุกดาหาร นครพนม ด้านทิศใต้ ดอนเจ้าปู่ ยังมีทางหลวงแผ่นดินตัดจากถนนชยางกูรตรงอำเภอลืออำนาจ ผ่านไปยังอำเภอตระการพืชผล
ดงขวาง
               ดงขวางในอดีต เป็นป่าดงดิบมหิมาหนาทึบ เช่นเดียวกับดงเจ้าบ้าน มีอาณาเขตติดต่อไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของดงเจ้าบ้าน บรรดาช้าง เสือ ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ไปมาหาสู่กันระหว่างดงทั้งสอง ดงนี้มีสัตว์เลื้อยคลานอาศัยอยู่มาก เช่น งูเหลือม งูจงอาง และสางห่า มีไข้ป่ามาลาเรียชุกชุม คนเข้าไปเก็บผักหักฝืนหรือหาของป่า มักจะถูกงูพิษกัดตาย หรือไม่ก็เป็นไข้ป่ามาลาเรียหัวโกร๋น แล้วคนทั้งหลายก็เข้าใจว่า ถูกผีสางนางไม้กระทำ และเหมาว่าเป็นดงที่มีผีดุ เป็นที่น่าเข็ดขยาดหวาดกลัว ด้วย กิตติศัพท์ที่เล่าลือกันไปในทางร้ายนี้เอง ทำให้คนเกรงขามไม่ค่อยมีใครอยากจะเข้าไปและให้ฉายานามว่า "ดงขวาง" สืบต่อกันมา ต่อมา ดงขวาง เปลี่ยนสภาพไปเป็นดอน ชาวพนา ได้เข้าไปตั้งบ้านเรือน เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อหลายครอบครัวเข้า กลายเป็นหมู่บ้านหนึ่งขึ้นอยู่ในเขตปกครองตำบลพนา มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน และด้านศาสนา ก็ได้สร้างวัดขึ้น โดยมีพระคุณเจ้าหลวงปู่พระครูถาวรวรคุณ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง และขนาน นามชื่อบ้านและชื่อวัดว่า "บ้านดอนขวัญ" และหรือ "วัดบ้านดอนขวัญ" เพื่อเป็นศิริมงคลสืบไป หลวงปู่ถาวรฯ ท่านก็ได้ไปสู่สวรรคาลัยแล้ว เหลือไว้แต่คุณความดีที่ฝากโลกไว้ให้ลูกหลานชาวพนา ได้รำลึกถึง
บ้านดอนขวัญ
                ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของโรงเรียนชุมชนบ้านพนา (อุดมวิทยากร) หมู่บ้านพนาตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของโรงเรียน โรงเรียนอยู่กึ่งกลางของหมู่บ้านทั้งสอง และมีเส้นทางคมนาคม ระหว่าง พนา-ตระการพืชผล-โขงเจียม หรือ โขงเจียม - ตระการพืชผล -พนา ถึงกรุงเทพมหานคร ผ่านโดยสะดวก รถ บ.ข.ส. , รถร่วม บ.ข.ส. ชนิดปรับอากาศ วิ่งขึ้น-ล่อง เป็นประจำ
ดงอีเก้ง
           ภูมิประเทศดงอีเก้งในอดีต มีสภาพไม่แตกต่างดงเจ้าบ้านและดงขวาง ตามที่กล่าวมาแล้ว แต่เนื่องจากดงนี้ มีอีเก้ง (ฟาน) อาศัยอยู่มาก จึงได้นามว่า "ดงอีเก้ง" กลางดงลงไปทางทิศใต้ และทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เรียกอีกนามหนึ่งว่า "ดอนโปโล" คงหมายถึงชายดงที่จะโผล่ออกมาสู่ที่ราบลุ่ม ที่ราบลุ่มชายดงทางด้านทิศใต้ เรียก "นาทม" ที่เรียกนาทมนี้ ตามความเข้าใจของชาวบ้านคงหมายถึง นาน้ำท่วม เพราะเป็นทางน้ำไหลผ่านจากที่สูงลงมา ถ้าจะถือความหมายตามพจนานุกรม ซึ่งเป็นคำนาม หมายถึง บ้าน, เรือน, การข่มใจ, การทรมานฯ ก็ไม่ตรงตามสภาพภูมิประเทศที่เป็นอยู่จริง และที่ราบลุ่มทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ เรียก "นาหนองหมาจอก" ถัดจากที่ราบลุ่มดังกล่าว ลงไปทางทิศใต้ เป็นที่ราบสูง ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งหมู่บ้านต่างๆ มีบ้าน ท่าลี่ , บ้านโนน, บ้านค้อ ถัดลงไปตามลำดับ ต่อมาถูกทอดทิ้ง กลายสภาพเป็นโนนบ้านเก่า อยู่นานหลายทศวรรษทีเดียว ปัจจุบันนี้ อาณาบริเวณอันเป็นที่ตั้งบ้านท่าลี่เดิม ได้กลายสภาพเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอพนา ซึ่งจะได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามลำดับ ต่อไป               กลางดงอีเก้งขึ้นไปทางทิศเหนือปัจจุบันเป็นที่ตั้งหมู่บ้านอีเก้ง ตรงที่ชาวบ้านสงวนไว้ตั้งศาลเจ้าบ้านหรือปู่ตา ยังคงรักษาต้นไม้ใหญ่ เช่นต้นยางไว้ได้หลายต้น มองเห็นทิวทัศน์สวยงามได้แต่ไกล
ดงคึมน้อยคึมใหญ่
               ดงนี้ในอดีต เป็นป่าดงดาน คือ ป่าที่มีต้นไม้หนาแน่น จนเกือบไม่เห็นแสงแดด เป็นป่าทึบ คงจะด้วยสภาพภูมิประเทศมีลักษณะดังนี้ ชาวบ้านจึงให้ชื่อว่า ดงคึม ซึ่งก็คงแผลงมาจากป่าดงดานอันมี ต้นไม้หนาทึบนั่นเอง ที่ตั้งบ้านหนองข่าในปัจจุบันนี้ คือ ดงคึมน้อยในอดีต เหนือดงคึมน้อยตั้งแต่หนองน้ำขุ่นขึ้นไป มีอาณาบริเวณป่าดงกว้างใหญ่กว่า ก็เรียกชื่อว่า ดงคึมใหญ่ ดงหนองม่วง ดงหนองเมือง ภูมิประเทศในอดีตของดงทั้งสองนี้ มีสภาพเช่นเดียวกับดงเจ้าบ้าน ซึ่งมีอาณาเขตเชื่อมต่อเป็นแนวป่าดงลงไปทางทิศใต้ จากดงเจ้าบ้านเชื่อมต่อกับดงหนองม่วงและดงหนองเมือง ตามลำดับ ลงไปจนจดบ้านดอนแดง (บ้านผักกะย่า) ท้องที่ตำบลจานลาน ดงเหล่านี้ เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของชนชาวข่า และพวกส่วย ซึ่งได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อน จำนวน 2 - 3 หมู่บ้าน มีชื่อว่าบ้านทรายมูล บ้านแต้ และบ้านหนองเมือง บ้านทรายมูล ตั้งอยู่ชายดงเจ้าบ้าน ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บ้านแต้ ตั้งอยู่เหนือบ้านทรายมูล ขึ้นไปอีกประมาณตรงกับที่ตั้งบ้านโนนธาตุปัจจุบันนี้
บ้านหนองเมือง
              ตั้งอยู่ในดงหนองเมือง บรรพชนต้นกำเนิดเมืองพนานิคม พรานที พรานทอง สองพี่น้องนี้ คือ บรรพชนต้นตระกูลหรือต้นกำเนิด เมืองพนานิคม พรานสองพี่น้อง โดยสัญชาตญาณนายพราน ย่อมรักการออกเดินป่า ล่าเนื้อ เป็นอาชีพ บรรดาพรานเนื้อในหมู่บ้านมะขามเนิ่ง มีคนสำคัญอยู่สองคน เป็นพี่น้องกัน พรานที เป็นพี่ พรานทองเป็นน้อง พรานทั้งสองพี่น้องนี้ ต่างก็มีสมัครพรรคพวกด้วยกันจำนวนมาก ได้ออกล่าเนื้อในดงใหญ่ใกล้บ้าน จนฝูงเนื้อแตกตื่น หนีเอาชีวิตรอด ที่หนีไม่รอดก็กลายเป็นเหยื่อของพวกพรานไป และนับวันร่อยหรอลงทุกที อยู่มาวันหนึ่ง พรานสองพี่น้องพร้อมด้วยพรรคพวกออกล่าเนื้อ โดยมุ่งสู่ทิศพายัพ ของบ้านมะขามเนิ่ง เมื่อรอนแรมไปหลายวัน จะเป็นเพราะหลงทางกลับหรือมุ่งหาทำเลตั้งบ้านใหม่ก็เหลือเดา แต่ที่เดาไม่ผิดก็ต่อเมื่อได้มาถึงดงใหญ่แห่งหนึ่ง มีบึงใหญ่ เป็นที่อาศัยของจตุบาททวิบาทนานา ชนิด กับทั้งมีห้วยเป็นสายธารไหลบ่าจากเหนือลงสู่ใต้ สองฝากฝั่งเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ โดยไม่ต้องบอก หากเป็นชาวพนา ก็คงจะทายถูกว่า ดงใหญ่ , บึงใหญ่ และลำห้วย
                      ที่พรานสองพี่น้องพร้อมคณะดั้นด้นมาถึงและประทับใจที่จะเลือกเอาแดนดินถิ่นนี้เป็นเรือนตาย ซึ่งเขาก็คือ บรรพชนต้นตระกูลผู้บุกเบิกให้กำเนิดเมืองพนานิคมในกาลต่อมา และคืออำเภอพนา ในปัจจุบัน ไขความให้อนุชน สายเลือดนายพรานจากกรุงศรีสัตนาคนหุต แคว้นล้านช้าง ซึ่งเคียงคู่กับ ล้านนาในอดีต ได้ทราบถึงทำเลที่บรรพชนค้นพบ ดงใหญ่ ได้แก่ ดงต่างๆ ที่ลำดับความให้ทราบแต่ต้นแล้ว บึงใหญ่ ได้แก่กุดใหญ่ติดกับวัดพระเหลาเทพนิมิตทางด้าน ทิศตะวันตก ลำห้วย อันเป็นสายธารไหลผ่านที่ราบลุ่ม ได้แก่ ห้วยพระเหลา มุ่งสู่พนาดร ครั้นดาดีตกแต่งเครื่องสัมภาระบรรทุกต่างและเกวียนเรียบร้อยแล้ว กองคาราวานก็ออกเดินทางมุ่งสู่ทิศพายัพ โดยมีพนาดร เป็นจุดหมายปลายทาง เมื่อกองคาราวาน เดินทางมาถึง จึงแยกย้ายกันไปตั้งเคหะสถาน โดยพรานที ผู้พี่พร้อมด้วยบริวาร 30 ครอบครัว กับนายบ้านอีก 3 คน มีสีหานาม, คำดวงตา, และแก้ว อาสาไปอยู่ที่บ้านทรายมูล ชายดงเจ้าบ้านตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ในเรื่องดงเจ้าบ้าน ส่วนพรานทองผู้น้อง พร้อมด้วยบริวานอีก 30 ครอบครัว ได้พากันไปตั้งบ้านเรือน อยู่ในดงใกล้หนองน้ำ ทางทิศอาคเนย์ ของดงเจ้าบ้าน ไกลกันประมาณ 60 เส้น (2,400 เมตร หรือ 2 กิโลเมตร กับ 400 เมตร) เรียกตามนามที่มีอยู่เดิมว่า "บ้านหนองเมือง" พรานสองพี่น้องสร้างบ้านแปลงเมือง
บ้านทรายมูล และบ้านหนองเมือง
                  อันเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ได้เจริญเติบโตไปตามกาลและ ตามกฎธรรมชาติ โดยเพราะอย่างยิ่งคือ มีคนมากขึ้น เมื่อประชากรหนาแน่น จำเป็นต้องขยายกิ่งก้าน สาขาออกไปตามที่ต่างๆ ตามที่ตนปรารถนา พวกบ้านทรายมูล ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ทางดงขวาง เรียกปัจจุบันนี้ว่า ดอนขวัญ และกระจายออกไปทางฝั่งตะวันตกของห้วย เรียกว่า บ้านท่าลี่ หรือบ้านดอนลี่ และบ้านโนน , บ้านค้อ ฝ่ายหนองเมืองที่แยกสาขาออกไปมีบ้านหนองม่วง โนนตาวาง, ดอนจีนู ส่วนบ้านแต้ เมื่อชนชาวข่าหนีไปแล้ว ก็ดูเหมือนจะปล่อยให้เป็นโนนบ้านร้างอยู่ จนเมืองพนานิคมกลายสภาพมาเป็นกิ่งอำเภอพนาแล้ว จึงมีคนออกไปตั้งบ้านจนกลายเป็นหมู่บ้านหนึ่งในเขตปกครองของตำบลพนา เรียกว่า บ้านโนนธาตุ พระครูธิกับพระภิกษุสองรูป ได้ทราบข่าวว่า นายบ้านสามนาย มี สีหานาม แก้วอาสา และ คำดวงตา พร้อมด้วยพรานที พรานทอง และคณะได้อพยพครอบครัวจากบ้านมะขามเนิ่น แคว้นนคร จำปาศักดิ์ มาอยู่บ้านทรายมูล และบ้านหนองเมืองจึงได้พากันมาเยี่ยมพรานสองพี่น้อง ท่านพระครูธิ มีความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ทั้งพุทธศาสนาและไสยศาสตร์ โดยเฉพาะมีความชำนาญด้านศิลปศาสตร์ และโหราศาสตร์ ท่านได้ตรวจตราดูภูมิประเทศโดยรอบป่าพนาดรแล้ว เห็นว่า บริเวณดงสูงใกล้บึงใหญ่ ห่างจากบ้านแต้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณสิบเส้นเศษ หรือ500 เมตร เป็นทำเลดี เหมาะแก่การตั้งเคหะสถานและทั้งจะเป็นแหล่งเจริญด้วยการศึกษาและวัฒนธรรมสืบไปในอนาคต จึงแนะนำให้พรานสองพี่น้องและนายบ้านสามคน พาพรรคพวกอพยพเข้าไปรวมกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ทั้งหมด พรานสองพี่น้องสร้างวัด พร้อมกับการสร้างบ้านแปลงเมือง พรานที พรานทองสองพี่น้อง
บรรพชนต้นกำเนิดเมืองพนานิคม
                  ก็ได้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งควบคู่กับการสร้างบ้านแปลงเมืองไปด้วย วัดที่สร้างขึ้นนี้ ตั้งอยู่ริมบึงใหญ่ (กุดใหญ่) ทางด้านทิศตะวันออก เมื่อสร้างวัดเสร็จ พรานสองพี่น้องก็ได้ไปนิมนต์พระครูธิ พร้อมทั้งพระภิกษุแก้ว พระภิกษุอิน มาครองวัด พระครูธิท่านได้ตั้งนามวัดว่า "วัดศรีโพธิชยาราม คามวดี" เรียกโดยย่อว่า "วัดศรีโพธิ์ชัย" พระครูธิสร้างโบสถ์และพระประธาน ราว พ.ศ. 2241 ท่านพระครูธิ พร้อมด้วยสานุศิษย์และญาติโยม ได้เริ่มก่อสร้างโบสถ์ มีขนาด กว้าง 9.80 เมตร ยาว 15.5 เมตร (9.80 x 15.50 ม.) โดยศิลปะแบบนครเวียงจันทร์ (รูปทรงและลวด ลายคล้ายโบสถ์วัดจันทร์ในนครเวียงจันทร์ มีกำแพงล้อมรอบ กว้าง 14.39 เมตร ยาว 18.80 เมตร เมื่อการก่อสร้างได้ทำไปถึงขั้นการลงรักปิดทอง ได้มีพระอาคันตุกะรูปหนึ่ง แสดงตนออกรับ อาสาว่า สามารถทำให้งามกว่านี้ได้ ท่านพระครูธิจึงได้มอบหมายให้พระรูปนั้น รับทำต่อไป จนสำเร็จ ปรากฏผลออกมาว่า พระพุทธรูปองค์นั้น มีความงามขึ้นกว่าเดิมมาก เป็นที่พอใจของท่านพระครูธิ และญาติโยมทั้งปวง ต่างชมว่าทำได้ลักษณะงดงามสมส่วนทุกประการ พระพุทธรูปองค์นี้เป็นปางมารวิชัย สูง 2 เมตร 70 เซนติเมตร หน้าตักกว้าง 2 เมตร 85 เซนติเมตร เป็นพระอิฐถือปูนลงรักปิดทอง มีพุทธลักษณะงดงาม เป็นที่ประทับใจก่อให้เกิดศรัทธาสัมปทาแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง จนเกิดนิมิตสุบิน หรือฝันเป็นเค้ามูลบอกนามว่า "พระเหลา" เพราะ งามประณีตคล้ายกับหล่อ หรือเหลาด้วยมีด พระเหลา เป็นพระพุทธปฏิมาประธาน ประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดศรีโพธิชยารามคามวดี หรือวัดศรีโพธิ์ชัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2254 เป็นต้นมา ใช้เวลาในการสร้างวัด, โบสถ์ และพระพุทธรูปเป็นเวลานานถึง 13 ปี เศษ 7 เดือน กับ 3 วัน จึงสันนิษฐานว่า เริ่มสร้างวัดประมาณกลางปี พ.ศ. 2240 ค่อนไปทางต้นปี                       ด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในความงามของพระพุทธรูปดังกล่าวมา บรรดาพุทธศาสนิกชน จึงนิยมเรียกว่า พระเหลา จนติดปาก และด้วยความนิยมชมชอบของสาธุชน อิทธิฤทธิ์อิทธิพลของหลวงพ่อพระเหลา ก็ย่อมเกิดขึ้น เป็นเงาตามตัว เพื่อเป็นศิริมงคล จึงได้นำเอานามของหลวงพ่อไปตั้งเป็นชื่อวัด, บ้าน, กุด(บึง) และลำห้วย เรียกวัดพระเหลา ,กุดพระเหลา, และลำห้วยพระเหลา มาแต่บัดนั้น จนตราบเท่าทุกวันนี้