เด็กเปรียบกับผ้าขาว

  การจัดการเกร็ดความรู้จาก TV4kids Workshop

 

มีคำกล่าวที่ว่า เด็กเปรียบได้กับผ้าขาว แต่ในผ้าแต่ละผืนนั้นมีเนื้อผ้าที่ต่างกันไป บางผืนเป็นผ้าฝ้าย บางผืนเป็นผ้าดิบ ซึ่งผู้ที่จะแต่งแต้มสีลงบนผ้านั้น คงต้องหาสีที่เหมาะ วิธีที่ใช่ เพื่อให้สีนั้นได้ติดอยู่บนผืนผ้าได้คงทนยาวนาน เปรียบได้กับเราจะส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก เราก็ต้องคำนึงถึงตัวเด็กก่อนว่า เด็กต้องการการส่งเสริมด้านใด มีความถนัด ความสนใจในเรื่องใดเป็นพิเศษ

วัยเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ ซึ่งการเรียนรู้นั้น ผู้ใหญ่มักจะเข้าใจว่าเป็นการเรียนหนังสือ เรียนความรู้ทางวิชาการ นั่นก็เป็นการเรียนรู้ส่วนหนึ่ง แต่การเรียนรู้ก็ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น เด็กยังต้องการการเรียนรู้ทางสังคม, Cognition เรียนรู้ที่จะพัฒนาศักยภาพทางร่างกาย อารมณ์ให้เหมาะสมกับบริบททางสังคม ซึ่งในเด็กแต่ละวัยก็มีพัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางจิตใจ และพัฒนาการทางสังคมแตกต่างกัน ผู้ใหญ่อย่างเราจะสามารถส่งเสริมอะไรให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ได้บ้าง

ผู้เขียนคิดว่า อันดับแรกเราคงต้องสื่อสารกับเด็กให้รู้ก่อนว่า ความต้องการของเด็กคืออะไร เส้นบาง ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการสื่อสารให้เข้าใจความต้องการของเด็กคือ จินตนาการ ผู้ใหญ่มักไม่เข้าใจจินตนาการของเด็ก หากเราเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังจิตนาการของเด็กได้ ก็จะทำให้เราสื่อสารกับเด็กได้ง่าย ซึ่งใช่ว่าผู้ใหญ่ทุกคนจะทำได้ แล้วเราจะใช้อะไรล่ะที่จะสามารถเข้าถึงจินตนาการของเด็กได้ คำตอบที่ได้จากการอบรมครั้งนี้คือ หนังสือนิทานแสนสนุก

ครูชีวันได้ชี้ให้เห็นถึงการสอนเด็กแบบที่ไม่ต้องสั่งสอนเด็ก ด้วยวิธีง่าย ๆ คือ การเล่านิทาน นอกจากจะทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจจินตนาการของเด็กแล้ว ยังเป็นลดช่องว่างระหว่างผู้ใหญ่และเด็กด้วย อีกทั้งเป็นการสอนเด็กที่เต็มไปด้วยความสนุก และความสนุกนี่แหละจะเป็นกลไกสำคัญที่จะดึงดูดความสนใจของเด็กได้ เราสามารถสร้างสรรค์ของเล่นต่าง ๆ มาเสร้มสร้างจินตนาการให้เด็กได้ ยกตัวอย่างเช่น กระดาษแผ่นนี้

    เป็นกระดาษที่ช่วยส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา และเพิ่มเชาว์ปัญญาของเด็กได้ อะไรกัน แค่กระดาษแผ่นเดียวเนี่ยนะ ถ้าไม่เชื่อผู้เขียนได้ลองมาแล้วค่ะ สังเกตดี ๆ ว่าหัวของสัตว์ต่าง ๆ กับลำตัวของมันแปลก ๆ อยู่นะ เพราะว่ามันไม่สัมพันธ์กันไงคะ วิธีการก็คือ ให้ทำอย่างไรก็ได้ให้หัวและลำตัวมันสัมพันธ์กัน แต่ห้ามตัดนะคะ นี่ก็เป็นการเริ่มต้นระบบการคิดของเด็กแล้ว เด็กต้องคิดแก้ปัญหาให้ได้ว่าจะทำอย่างไร แต่ถ้าสังเกตดี ๆ กระดาษมีเส้นประเต็มเลยค่ะ สำหรับคุณครูอนุบาลต้องรู้แน่ ๆ เลยว่าสัญลักษณ์นี้ เด็ก ๆ เห็นแล้วจะทำอย่างไร เส้นประนั้นหมายถึงการพับค่ะ อย่างนั้น เรามาพับกันเลยดีกว่า

ได้ออกมาเป็นอย่างนี้ค่ะ ได้คุณจระเข้ร้องเพลงกับคุณฮิปโปโปเตมัส นอกจากนี้เรายังสามารถประยุกต์มาเป็นคำถาม คำตอบให้เด็กได้ร่วมสนุกด้วย เช่น ลองถามคำถามว่า สัตว์ตัวใดหลุดมาจากนิทานอีสป ซึ่งคำตอบก็คือ ราชสีห์กับหนู แล้วกระดาษของเราก็เนรมิตราชสีห์กับหนูมาได้

นี่ค่ะ ราชสีห์ที่มีหนูตัวน้อย ๆ อยู่บนตัก จริง ๆ แล้วสัตว์ตัวอื่น ๆ ก็มาจากนิทานอีสปนะคะ แต่ว่าตัวที่ชัดเจนและครบเครื่องที่สุด คือราชสีห์กับหนู เพราะมีหนูอยู่ในภาพด้วยนั่นเอง เห็นไหมคะ แค่กระดาษหนึ่งแผ่นก็สามารถสร้างความสนุก ทักษะการแก้ปัญหา เชาว์ปัญญาให้กับเด็กได้แล้ว

เราจะสามารถสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้กับเด็กได้ เราก็ต้องเข้าใจในความคิด และพัฒนาการของเด็กเสียก่อน เพราะเด็กสามารถเรียนรู้ได้จากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็ก ซึ่งสิ่งแวดล้อมนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ยังมีสิ่งแวดล้อมที่เป็นสังคม เช่น พ่อแม่ ครู เพื่อน ที่เป็นสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้ หน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ก็คือ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก ให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สังคมไทยได้ลืมเลือนไปก็คือ ค่านิยมคุณงามความดี ปัจจุบัน เรามีแต่ค่านิยมคนเก่ง คำที่ได้ยินคุ้นหูคือ อัจฉริยะสร้างได้ในทางกลับกัน ค่านิยมคุณงามความดีกลับถูกลืมเลือนหายไป หากเราสามารถสร้างค่านิยม คุณธรรมนำความรู้ได้ ก็จะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะคนดีที่ไม่มีความเก่งก็ยังสามารถสร้างประโยชน์แก่สังคมได้ ในทางกลับกัน คนเก่งหากไม่มีความดีก็สามรถทำลายประเทศชาติได้ดังนั้นต่อไปเราควรสร้างสังคมคนเก่ง หรือปลูกฝังสังคมแห่งความดีให้ลูกหลานของเรา คงเป็นคำถามที่สังคมไทยต้องตอบคำถามกันต่อไป

 

ปิยะดา พิชิตกุศลาชัย

 

นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาพัฒนาการมนุษย์

 

NICFD 8 Mahidol University