จากการได้รับโทรศัพย์จากพี่สาวว่า แม่จะมากรุงเทพฯ วันนี้ (8 ตุลาคม 52) รู้สึกดีใจ เพราะเป็นช่วงที่ข้าพเจ้ากำลังสับสนในชีวิต หาทางออกไม่ได้ ทุกข์ทรมารอยากกลับบ้าน พอทราบว่าแม่จะมากับน้าสาวพร้อมเด็ก ๆ 5 คน มีพี่ตั๊สเป็นคนขับพามา โอนึกสภาพรถแคฟหนึ่งคัน กับจำนวนสมาชิก คงเดินทางกันสนุกหน้าดู เป็นเหตุการณ์ปกติของครอบครัวเวลาไปไหนมาไหน ก็จะไปกันเป็นครอบครัวใหญ่ และมีหลาน ๆ รวมถึงเด็ก ๆ ข้างบ้านมาด้วย เป็นเพื่อนกันอย่างสนุกสนาน
ข้าพเจ้าทบทวนในตนเองแล้วจึงขออนุญาต พี่เลี้ยงที่สอนงานว่า พรุ่งนี้ขอลา 1 วัน ไปดูแลแม่และครอบครัว พี่ท่านก็อนุญาต พอเลิกงานข้าพเจ้าก็ปฏิบัติภารกิจส่วนตัวแล้วก็ออกเดินทางไปบ้านญาติ ซึ่งเป็นจุดนัดหมายที่มีนบุรี
การมาของแม่และพี่ชายในครั้งนี้ ข้าพเจ้าคาดหวังว่าเป็นโอกาสดี ๆ ที่จะได้กราบขอขมาแม่, พี่ชายและน้าสาว กับความไม่ดีทั้งหมดที่ผ่านมาที่ทำให้ท่านไม่สบายใจ และจะขอติดรถกลับบ้านด้วย แล้ววันจันทร์ค่อยกลับมาใหม่
พอไปถึงทุก ๆ คนอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เด็กวิ่งกรูกันมาอย่างครึกครื้น อาหารเย็นถูกจัดวางเตรียมพร้อม เราทุกคนนั่งล้อมวางทาน แกงหน่อไม้ แกงเห็ดโคน ทานไปคุยไปสนุกสนานอบอุ่น หลังเก็บสำรับ ที่นอนถูกปูอย่างง่าย ๆ แต่เราก็นั่งจับเข่าคุยกัน ข้าพเจ้านวดให้น้าสาว และนวดให้แม่ นวด ๆ ไปคุย ๆ กันไปแม่ เผลอหลับ เป็นช่วง ๆ จนดึกเกือบ ๆ จะตีหนึ่งจึงแยกย้ายกันไปนอน
ก่อนนอนข้าพเจ้าและพี่ชายได้กราบขอขมาแม่ ในสิ่งไม่ดีที่ทำให้ท่านไม่สบายใจ และข้าพเจ้าได้กราบขอขมาพี่ชาย ก่อนเข้านอน
พอรุ่งเช้าแม่ชวนไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านรู้สึกดีใจมาก เราทั้งคู่จึงออกเดินไปด้วยกันข้าพเจ้าท่องคำภาวนาแนบใจ แล้วฟังสิ่งที่แม่สั่งสอน ไม่นานได้ยินเสียงเหมือนใครสักคนวิ่งตามมาจากด้านหลัง
โอ้ พี่ชายของข้าพเจ้าเอง รู้สึกดีใจ พอวิ่งมาทันแล้ว เราทั้งสามคนก็เดินไปด้วยกัน แม่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ หลายเรื่องพร้อมทั้งแทรกคำสอนให้เรานำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ตลอดเช้านี้เป็นเช้าที่สดใส อาการดี พร้อมกับธรรมะดี ๆ จากผู้มีพระคุณช่างเป็นอะไรที่งดงามอย่างไม่ได้คาดหวัง
ประมาณหกโมงกว่า ๆ เราแวะซื้อของเพื่อเตรียมใส่บาตร ทุก ๆคน ที่อยู่ในบ้าน รวมถึงเด็ก ๆ ออกมาใส่บาตรกันพร้อมหน้าพร้อมตา เด็ก ๆ ใส่บาตรกันอย่างสนุกสนาน
หลังใส่บาตรเด็ก ๆ เริ่มหิวข้าวเมนูไข่ดาว ไข่เจียว เป็นเมนูเรียกหา ที่สมาชิกตัวน้อย ๆ วิ่งวนกันเอาจานมารับ ไข่ดาว ไข่เจียว ข้าพเจ้ามีอาชีพใหม่ คือทอดไข่ตลอด 3 วันที่อยู่ร่วมกัน ฮ่า ๆ เป็นอะไรที่สนุกสนานมาก
ผู้ใหญ่นั่งคุยกันเล่น ตามมุมต่าง ๆ ของบ้าน แม่นั่งอยู่หน้าบ้าน กับพี่ชายได้โอกาสกราบขอขมาแม่อีกครั้ง
หากทำไม่ดีกับแม่ไว้ขอขมาแม่ด้วย ลูกจะได้ทำอะไรเจริญ ๆ
แม่ยิ้มน้ำตาคลอแล้วบอกว่า “เออ ดี ๆ อะทำอะไรก็ให้เจริญ เจริญ เรียนหนังสือเก่ง”
แล้วถามว่า “แม่เหนื่อยไหม”
แม่บอกว่า “เพื่อลูกหน่ะ เหนื่อยแค่ไหนแม่ก็ทนได้”
เราทั้งคู่น้ำตาซึม เราโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นลูก พ่อ กับ แม่ เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ญาติ ๆ ก็มีเมตตา
หลังจากกราบขอขมาครั้งแรกตั้งแต่เมื่อคืน มันก็แปลกดี ที่รู้สึกดี ๆ เมื่อไหร่ ก็กราบขอบคุณท่าน ที่ให้โอกาสมาเป็นลูก แม้กระทั่งในรถ ไม่ได้รู้สึกเขิน หรือ ทำเพราะอยากให้ใครชม แต่เรากราบขอบคุณแม่ด้วยใจ พี่ชายเป็นคนขับก็กราบขอบคุณด้วยบรรยายกาศอบอุ่นมาก
หลายอย่างเหนือความคาดหวัง ทั้งได้ทำครัว พาเด็ก ๆ ไปเสถียรธรรมสถาน ไปสวนสยาม ทำของหวานทานกันเอง เป็นกิจกรรมที่เราสนุกสนาน เหมือนทุก ๆ คนมาเติมกำลังใจ ให้ข้าพเจ้าตั้งใจใช้ชีวิตต่อไป
ส่วนสิ่งที่ไม่เป็นไปตามคาดหวังคือ ตอนแรกวางแผนว่าจะกลับไปที่กาฬสินธุ์ด้วย แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา และแผนการเดินทาง เพราะทุกคนตั้งใจพาเด็ก ๆ เที่ยวระหว่างทางด้วย ข้าพเจ้า จึงเปลี่ยนแผนว่า ถ้ามีโอกาสค่อยเดินทางกลับได้
กราบขอบพระคุณทุก ๆ เหตุการณ์ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ สำนึกในบุณคุณของแม่ ที่ผ่านมามันยากเพราะไม่ค่อยลงมือทำ มีแต่คิดแล้วก็อายไม่ทำ แต่พอลงมือทำแล้วก็รู้สึกดี ที่ได้กระทำสิ่งดี ๆ กับผู้มีพระคุณ ตลอด 3 วัน ข้าพเจ้าเลยได้ทำหน้าที่แม่ครัวจำเป็นให้ทุกคนทาน ทั้ง ๆ ที่ก็ทำอะไรไม่เป็น อุ่นอาหารที่แม่ปรุงมาให้ก่อนแล้ว 2-3 อย่าง แล้วก็ทำเมนูเด็ก ๆ เช่นเจียวไข ทอด ๆ อะไรไปตามเรื่องตามราว เป็นสามวันที่มีความสุขและเบิกบาน จากบทเรียนนี้ทำให้เรียนรู้ว่าหากเชื่อว่าสิ่งที่เราจะทำเป็นสิ่งที่ดี ที่ถูกที่ควร จงลงมือทำเถิด ใครจะว่าเช่นใด เห็นเช่นใด ไม่สำคัญเท่ากับใจของเรา ว่าที่ทำลงไปนั้นบริสุทธิ์และงดงามเพียงไหน
มาอ่านเรื่องราวดี ๆ ครับ...
เรื่องง่าย ๆ ที่ทำได้ แต่เกิดความงดงามขึ้นในจิตใจของผู้กระทำนะครับ...
ขอบคุณครับผม...