พลังอยากรู้อยากเรียนจะเกิดได้ก็ต้องให้เขาได้ลงไปสัมผัสสภาพจริง ปัญหาจริง อย่างเป็นธรรมชาติเท่านั้น

    มีหลายอย่างมากครับที่พวกเรา ครู-อาจารย์ยอมให้เป็นไปทั้งๆที่มันไม่น่าจะต้องเป็นอย่างนั้น เช่น

  • การกำหนดล่วงหน้าตายตัวว่าแต่ละครั้งที่เข้าสอน จะต้องทำให้ครบถ้วนตามแผนที่วางไว้ เรียกว่าตีกรอบไว้อย่างไรก็ต้องให้ได้ตามนั้น ต้องสอนให้เสร็จ ส่วนจะไม่สำเร็จนั้น ช่างมัน เอาให้ทันไว้ก่อน คนเรียนจะรับได้แค่ไหน คนสอนไม่เกี่ยว .. อย่างนี้ก็มีอยู่
  • ทั้งๆที่เรื่องที่พูดถึงมีเอกสาร มีสื่อให้อ่านและเรียนรู้เองโดยผู้เรียนได้ ก็ยังเอามา Lecture ให้ฟังและจดตาม ก็ยังเห็นทำกันอยู่ทั่วไป เสมือนหนึ่งว่า ข่าวสาร ความรู้ ต้องออกจากปากครูเท่านั้นจึงจะดูขลังและศักดิ์สิทธิ์
  • แม้ผู้เรียนจะกำลังเพลิดเพลินกับการเรียนรู้ในเรื่องที่เรียน และอยากทำกิจกรรมต่อเนื่องเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อประกาศิตจากเสียงออดบอกหมดเวลา ก็เป็นอันต้องหยุด เพื่อไปเล่นกับเรื่องใหม่ ตามตารางที่วางเป็นกรอบ ครอบเอาไว้
    ฯลฯ
  • เรื่อง ทฤษฎี และปฏิบัตินั้น ผมเห็นด้วย 100 % ว่า ไม่ควรให้ความสำคัญกับทฤษฎีมากจนเกินไป เพราะแท้จริงแล้ว การเรียนรู้ทุกๆเรื่องล้วนทำไปเพื่อการนำไปใช้แก้ปัญหา
  • พลังความอยากรู้อยากเรียนจะเกิดขึ้นได้มากก็เพราะผู้เรียนได้เล็งเห็นชัดว่าสิ่งที่เรียนรู้นั้นจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
  • การนำเข้าสู่บทเรียนด้วยการเรียนแห้งๆอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ยากนักที่จะสร้างพลังความสนใจใฝ่รู้ได้ .. พลังอยากรู้อยากเรียนจะเกิดได้ก็ต้องให้เขาได้ลงไปสัมผัสสภาพจริง ปัญหาจริง อย่างเป็นธรรมชาติเท่านั้น
  • เมื่อเห็นและสัมผัสปัญหา พอมีทฤษฎีมา ความคิดที่จะประยุกต์ ดัดแปลงความรู้ไปปฏิบัติก็เกิดได้ง่าย
  • ในส่วนตัวผม ที่หลายคนยอมรับในความเป็น Handy man ขอยืนยันว่าผมเรียนทฤษฎีน้อย เอาแค่พอให้ใช้ทำงานได้ เมื่อลงมือทำไปก็พบปัญหา ทำให้ต้องไปหาความรู้ทฤษฎีเพิ่ม แต่ก็ทำเท่าที่จำเป็น เรียนไป ทำไป แบบนี้ปรากฏว่าสนุก เพลิดเพลิน และเกิดทักษะ ความชำนาญในการปฏิบัติในหลายๆเรื่อง และที่แน่ๆคือได้เรียนรู้ไปพร้อมกับความภาคภูมิใจในผลงานความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง ซึ่งกลายเป็นแรงขับสำคัญให้เรียนรู้ไปแบบต่อเนื่อง จนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

             … ตัดตอนมาจากที่ไปแจมไว้ท้ายบันทึกหนึ่งของลุงแหวงครับ

                              หากินแบบง่ายๆ .. สบายดี .. อิ อิ อิ