ต่อยอดจากท่าน สุญฺญตา ในบันทึก BAR ก่อนล้างพิษด้วย "น้ำมะนาว..." เพื่อแนะนำสมาชิกชมรมนักปั่น http://gotoknow.org/profile/blue_star ผู้มีดวงจิตดวงใจดั่งแก้วใส
________________________________________________________________________________________
ชักชวนสมาชิกใหม่...มาสมทบ
http://gotoknow.org/profile/blue_star
ขัดข้องประการใดในเรื่องสุขภาพแบบโลกๆ นี้หมอดาวน่าจะตอบท่านได้นะ...เจ้าคะ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด...หมอปรารถนาสู่เส้นทางอันมนุษย์พึงก้าวเดินมากกว่าการติดกับดักเพียงแค่ว่า "หมอ" นำหน้า... วันก่อนนักปั่นน้อยๆ พร้อมกรรมกรน้อยกะปุ๋ม ได้ร่วมการปั่นเกลียวความรู้ที่โรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว...
โดยมีท่านต้อนำพา และกะปุ๋มเป็น 5 ช. ต่อการหมุนเกลียวสภาวะแห่งภายในจิตในใจของคนหน้างานให้อนุภาคแห่งความเห็นแก่ตัวน้อยลง ทำการประโยชน์เพื่อสรรพสิ่งต่างๆ มากขึ้น
เอาล่ะ...กองทัพน้อย...
ที่มุ่งมั่นฝึกฝนการละความเห็นแก่ตัว...พร้อมก้าวเดิน
แม้เป็นกองทัพน้อยๆ แต่เราก็พร้อมพกหัวใจอันยิ่งใหญ่ก้าวเดินน่ะนะ


การนำพา...คนหน้างานที่ไม่ได้เพียงแค่มุ่งมั่นพัฒนางานประจำด้วยการทำวิจัยอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่นำพาตนก้าวไปสู่การขัดเกลาแห่งภายใน ให้มีความเจริญจิตเจริญใจ ... อันเป็นหนทางการพัฒนาอย่างแท้ที่มาจากแรงขับภายใน
เพราะหากภายใน...ยังไม่ได้รับการปัดเป่าเศษฝุ่นธุลีที่ทำให้ดวงจิตดวงใจนี้เศร้าหมองออกไปได้ ก็อาจจะยังลำบากต่อการก้าวเดินสู่เส้นทางการพัฒนา แต่อย่างไรก็ตามวิถีแห่งหนทางนี้..เราไม่ปรารถนาแยกส่วนใดใดออกจากกัน แต่เราปรารถนาที่จะหลอมรวม...กายใจ...สรรพสิ่งต่างๆ ร่วมเป็นหนึ่งเดียว ของการก้าวเดินไปในเส้นทางอันงดงาม...
มาชื่นชมความงดงามทั้งภายในและภายนอกของ ค ฅน หน้างานค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
ความงดงาม...ปรากฏได้...จากดวงตาอันงดงามของผู้ที่มองเห็นค่ะ
ความงดงามดังกล่าวนั้น...ในบางบุคคลก็ไม่สามารถมองเห็นได้
ดังนั้น...จึงลงใจได้ว่าคุณชาดา...นั้นเป็นดั่งผู้มีดวงตาอันงดงามที่สามารถมองเห็นความงดงามในรอบกายรอบจิตตนเองได้นั่นเอง ^__^
OK OK หมอดาวนะ
คงต้องเรียนรู้จากหมอดาวนะ เพราะหมอดาวเขาอ่านพระไตรปิฎกมาก รู้ภาษาบาลีมาก มากกว่าเรา เพราะเราได้แต่เฝ้าอ่านจากผลการทดลองของตนเองกับ "ตนเอง..."
คนเป็นหมอเขาก็ต้องเรียนรู้อย่างนี้แหละ ถ้าหมอไม่เรียนรู้ให้มาก หมอนั้นก็คงจะต้องไปเรียนรู้กับ "คนขายยา..."
"ความเสียสละ" นั้นเป็นปรากฎการณ์ทาง "ธรรมชาติ" ที่ "สวยงาม..."
ทุกวันนี้เราเห็นความเสียสละนั้นไม่ค่อยสวยงามเพราะมิใช่เป็นปรากฎการณ์ทาง "ธรรมชาติ"
การเสียสละของคนในทุกวันนี้เสียสละเพื่อ "หวังผล"
หวังผลตอบแทน ต้องตอบแทนให้มากกว่าสิ่งที่เสียสละออกไป
การเสียสละตามธรรมชาตินั้นคือ การเสียสละตามหน้าที่ เป็นหน้าที่
มีหน้าที่เสียและ "สละ"
มีหน้าที่สละความโลภ และความ "เห็นแก่ตัว"
มีหน้าที่ทำก็ทำไปไม่ต้องหวังอะไร "ตอบแทน..."
ความดี ความงามจากการเสียสละนั้นทำปุ๊บก็ได้ปั๊บ
ได้ที่ใจ ใจที่เป็น "สุข" สุขที่เกิดจาก "ปีติ" ความปีตินั้นจะทำให้ใจเรา "อิ่ม" เมื่ออิ่มแล้วก็จะไม่ต้องเร่าร้อน ขวนขวายไปหาอะไร ๆ ที่คนทั้งหลายสมมติว่า "สงบ..."
การอิ่มแล้วอยู่เฉย ๆ นั้นเองคือ "ความสงบ"
ความสงบที่รู้สึกได้ และได้ ณ ตรงนี้ จุด จุดนี้ จุดที่เริ่มต้นจากการ "เสียสละ..."
คนที่ไม่รู้จักการเสียสละนั้นก็วิ่งไปเรื่อย วิ่งไปหาความสงบ
ตรงนี้มันสงบไม่พอ ก็โน่นวิ่งไปหาความสงบในป่า
ถ้าในป่าสงบจริง ดีจริง ลิงก็บรรลุธรรมไปหมดแล้ว...
ความสงบนี้มันอยู่ที่จิตที่ใจของเรานี้เอง
คนไม่รู้จักความสงบก็วิ่งหาไปเรื่อย
ไปหาจากภายนอก หาจากหนังสือ หาจากวิทยากรที่ชอบบรรยายเรื่อง "ความสงบ"
คนที่มักค้นหาจากภายนอกนั้นมักจะลืมค้นหาความสงบจากภายใน จาก "จิตใจ" ของตนเอง
แล้วถ้าเจอความสงบแล้ว "ปัญญา" ขึ้นมาไม่เท่า ไม่ทัน ก็หลงไปในความสงบอีกนะ
หลงลดตัว ลดศักยภาพ ลดประสิทธิภาพของคน ไปนั่งเฉย ๆ เป็น "หุ่นยนต์" นั่งเฉย ๆ อย่างนั้น ไม่ทำอะไร ไม่ยุ่ง ไม่เกี่ยว ไม่ทำอะไรให้ใคร...!
ถ้าคนรู้จักความสงบด้วย มีปัญญาด้วย เขาจะรู้จักว่าความสงบที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นมาจาก "ความเสียสละ"
ต้นคือความเสียสละ บั้นปลายนั้นจึงได้ "ความสงบ"
เหตุคือความเสียสละ ผลนั้นคือ "ความสงบ"
ความสงบที่เกิดขึ้นจากจิตจากใจที่ได้ "เสียสละ..."
โอ้... งานเข้าซะแล้วเรา ดันเข้าใจผิดว่า "หมอดาว" เป็นอีกคนหนึ่ง
ขออภัยกับความผิดพลาดครั้งนี้เป็นอย่างสูง
แต่นั่นก็เถอะ "คน"ง่" ก็มักจะทำอะไร "โง่ ๆ" แบบนี้แหละ 555
ไม่เข้าท่าเลยเรา ดันไปเข้าใจผิด ผิดคน ผิดสถานที่ ผิดเวลา...
แหม เข้าใจถูกมาซะนาน วันนี้รู้ความจริง ความเข้าใจถูกก็กลายเป็นผิดไปเสียนี่
คนเรามันก็อย่างนี้แหละ อะไรที่ว่าแน่ ๆ มันก็ไม่แน่เสมอไป
คนเรามักคิดเข้าข้างตัวเองอย่างนี้แหละ คิดว่าตัวเองถูกเสมอ เจ๋งเสมอ แต่มันไม่เจ๋งจริง ไม่เก่งจริง แต่ "ความโง่" นั้นเป็นเรื่องจริงสำหรับ "ชีวิตเรา..."
มายิ้มรับ
ขอโอกาสทำความรู้จักอีกคนเจ้าค่ะ
(^___^)