ชาวนาทุกวันนี้ทำนาปลูกข้าว เน้นแต่วิธีการหรือรูปแบบการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตเยอะๆมองแต่ด้านเศรษฐกิจ แต่ลืมนึกถึงแม่โพสพที่เป็นเทพประจำต้นข้าว

            

         ชาวนาในอดีตรุ่นเก่าที่ทำนาเพื่อเลี้ยงชีพนั้นจะให้ความเคารพแม่โพสพ มีพิธีกรรมต่างๆมากมาย เริ่มด้วยดูตามปฏิทินว่าปีไหนวันอะไรเป็นวันดี แล้วต้องดูว่าเป็นวันข้างขึ้นของเดือนนั้น แล้วดูกำลังวันด้วยว่าวันอะไรหันหน้าไปทางไหน ไม่หันหน้าไปตรงกับผีเหล็กเหลาหลวง แล้วเริ่มทำการไถ เมื่อเริ่มฤดูกาลที่จะลงมือทำนา  คือ นาปี การแรกนานั้นต้องหันหน้าไปทางที่เป็นมงคล แล้วไถไป 3 รอบคันนา เสร็จแล้วไถผ่ากลางคันนาอีกมุมหนึ่งถึงอีกมุมหนึ่งทั้งสี่มุม เมื่อทำการไถแรกแล้วก็เริ่มทำการไถดะ  

      ไถครั้งที่  1  เรียกว่า ไถดะ  เพื่อให้ดินหลวม เมื่อฝนตกลงมาแล้ว  หญ้าจะได้ขึ้น เมื่อหญ้าขึ้นมากแล้วไถครั้งที่  2 

      ไถครั้งที่  2  เรียกว่า ไถแปร  เพื่อให้หญ้าขึ้นมาแล้วนั้นตายโดย มิต้องใช้ยาฉีด  พอหญ้าตายแล้วได้เวลาอันสมควรไถครั้งที่  3

      ไถครั้งที่  3  เรียกว่า ไถหว่าน  หญ้าที่เหลือก็จะตายอีกครั้ง  เมื่อจะหว่าน  ก็จะเริ่มทำพิธีกรรมตามความเชื่อแบบโบราณ ดังมีรายการดังต่อไปนี้ 

      เครื่องที่ทำการแรกนา มีกระทุน 1 อัน ทำด้วยไม้ไผ่ มีหมาก 5 คำ  บุหรี่ 1 ม้วน  มีใบคูน ใบยอ ธูป 5 ดอก  กรวยทำด้วยใบตอง 5 อัน  มีดอกไม้ 5 ดอก  หรือเรียกว่า  ขัน 5  ข้าวเปลือกประมาณ 1 กิโลกรัม

            เริ่มทำการหว่านก็ต้องหาฤกษ์  อันเป็นมงคล คือ วันธงชัย ตามปฏิทินเหมือนไถดะครั้งแรก แล้วหันหน้าไปทางที่ไม่ตรงกับผีเหล็กเหลาหลวง  ใช้จอบสับดินมุมนา ทำเป็นกอง แล้วเอาเครื่องที่เตรียมไว้แรกหว่านนั้น เอาลงไปปักให้ครบเสร็จ แล้วตั้งจิตน้อมนำเอาแม่พระโพสพไปฝากไว้กับแม่พระธรณี  และแม่พระคงคา เริ่มทำพิธีกรรมต่อไป

      ตั้งนะโม  3  จบ ตามด้วยพระคาถา  ดังนี้  

                                          พุทธัง    เลิสล้ำ      อุตตะมังเลิศล้ำ

                                          ธัมมัง  เลิสล้ำ อุตตะมังเลิศล้ำ

                                          สังฆัง  เลิสล้ำ อุตตะมังเลิศล้ำ 

แม่โพศรี  แม่โพสพ  แม่นพดารา เชิญมาเถิดแม่มา  มาทำมาหากินในฟื้นแผ่นดินนี้ ขอให้ลูกนี้เป็นเศรษฐีชาวนา  ขอให้เป็นพ่อค้าบ้านนอก  ขอให้วัวควายเต็มคอก  คุ้มเอก  คุ้มไถ  คุ้มไร่ คุ้มนา  คุ้มเคราะห์  คุ้มโศก  คุ้มโรคโรคา คุ้มนก คุ้มหนู  คุ้มปู คุ้มปลา คุ้มงู  คุ้มเหี้ย อย่างให้เพลี้ยกินนา อ้ายหนอนอัปรีย์อย่าให้มีเข้ามา สัพพะโภสาวินาสันติ

      เมื่อจะหว่าน 3 กำแรก  ให้ตั้งจิตอธิษฐาน  ดังนี้   

            กำที่  1  ว่า ทำบุญ

            กำที่  2  ว่า  ทำทาน

            กำที่  3  ว่าเลี้ยงชีวิต  

      ต่อไปกล่าวว่า  อุกาสะ  อุกาสะ  ข้าพเจ้าขออาราธนาคุณพระพุทธเจ้า  คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสังฆะเจ้า คุณพระบิดามารดา คุณครูอุปัชญาและอาจารย์ จงมาดลบันดาลให้ข้าพเจ้า ทำนาปีนี้ให้เกิดผลดีเทอญ  

       ต่อมาพอช่วงระยะข้าวตั้งท้อง ก็ต้องมีการรับท้องข้าว  มีตาแหลวหรือชะลอมสานด้วยไม้ไผ่  มีกล้วย  อ้อย  ส้ม หมากพลู บุหรี่ 1 มวน  วันรับท้องข้าวก็ต้องเป็นวันศุกร์  นำตาแหลวและชะลอมไปปักไว้ที่มุมนา  ด้วยไม้สะแก  แล้วอัญเชิญแม่โพสพมาเสวยเครื่องไชยทาน

 

            ต่อมาพอช่วงระยะข้าวออกรวงเหลืองพอเกี่ยวแล้ว ก็จะต้องทำการแรกเกี่ยวอีก  ก็ต้องเป็นวันศุกร์  ทำการเกี่ยว 3 กำมือ  แล้วเอาเสียบไว้ที่รับท้องข้าว  ก็เริ่มเก็บเกี่ยวในแปลงนาต่อไปจนเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว  จะเอาข้าวเข้าบ้านหรือเข้าลานก็ต้องเป็นวันศุกร์  เอาข้าวที่มัดไว้นั้นมา 1 หาบ เรียกว่า  เอาแม่โพสพมาเข้าบ้านหรือลาน ต่อมาค่อยบรรทุกรถหรือเกวียนเข้ามา  แล้วกองหรือล้อมไว้ให้เป็นระเบียบ ถ้าเป็นข้าวกองใหญ่จะเอาข้าวออกนวดก็ต้องทำน้ำมนต์ปะพรมกองข้าวก่อน จึงจะรื้อกองข้าวลงมาย่ำหรือนวดได้  เสร็จแล้วก็เก็บขึ้นยุ้งฉางให้เป็นที่เรียบร้อย

            ระยะต่อมาเตรียมตัวไปรับขวัญข้าวจากทุ่งนา นาสู่ยุ้งฉางก็ต้องเป็นวันศุกร์  สิ่งที่เชิญมีกระจาด  สายแหลก  ไม้คานฉาย1 อัน  เอาไว้คอนกระจาด  มีผ้าขาวม้า 1 ผืน  เอาไว้คลุมหัวสายแหลก  ในกระจาดมีเสื้อผ้าใหม่ๆ  ของเจ้าบ้านและมีเงิน มีทอง น้ำอบ  น้ำหอม น้ำ1ขวด เผือก  มัน  ใบเงิน  ใบทอง ใบสลอดทั้งต้น แล้วเก็บเอารวงข้าวที่ตกอยู่ในนาใส่กระจาด  แล้วแต่จะเก็บได้เพื่อเอามาสู่ยุ้งฉาง

            ระยะต่อมาเพื่อรับขวัญข้าวที่นำมาสู่ยุ้งฉางแล้ว  ก็เริ่มทำพิธีสู่ขวัญ  ตั้งนะโม 3 จบ  แล้วระลึกถึงคุณพระพุทธ  คุณพระธรรม  คุณพระสงฆ์  เรียกเชิญขวัญแม่โพสพ  แม่โพศรี  แม่จันทร์เทวี  แม่ศรีศักดา  แม่ดอกข้าวเจ้า  แม่ดอกข้าวเหนียว เชิญมาสู่ยุ้งฉาง มาอยู่กับลูกกับเต้า มาเลี้ยงลูกหลานให้อิ่มหนำสำราญ ให้พอมีพอใช้ ขออย่าให้อดอยาก อย่าได้ยากจน  เหลือกินเหลือใช้แล้วจะได้ทำบุญให้ทานกับผู้มีพระคุณ หรือผู้ตกทุกข์ได้ยาก  นิภานังปัจจะโยโหตุ

ผู้เฒ่าผู้แก่จะเป็นคนทำพิธี และจะต้องไม่พูดกับใครเลย เก็บรวงข้าวที่ตกหล่นในนาแล้วกล่าวเชิญแม่โพสพเข้าลาน ผู้เชิญจะพูดกับแม่โพสพเท่านั้น โดยพูดแต่ สิ่งที่ดี พูดไปจนมาถึงยุ้งแล้วเอาข้าวที่เก็บมาเข้ายุ้ง และเจ้าของยุ้งข้าวจะต้องไปจับที่ยุ้งและพูดว่า “เต็มยุ้ง เต็มยุ้ง”

            ขั้นตอนสุดท้ายเรียกว่า  ตักยุ้ง  ต้องเป็นเดือน4  คือ เดือนไทยข้างขึ้น  เว้นวันศุกร์  เลือกเอาวันไหนเป็นวันดี  คนที่จะตักข้าวออกจากยุ้งต้องเลือกคนที่เกิดปีมะโรง  ปีมะเส็ง เพราะเป็นวันปีสัตว์ไม่กินข้าว เมื่อตักข้าวออกมาแล้ว  เอาไว้ต่อเมื่อมีการทำบุญให้ทาน  หรือเอาให้เป็ด ไก่ กินก็ได้ คือ การให้

พิธีกรรมที่กล่าวมาข้างต้น ชาวนาส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญ ชาวนาทุกวันนี้ทำนาปลูกข้าว เน้นแต่วิธีการหรือรูปแบบการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตเยอะๆมองแต่ด้านเศรษฐกิจ แต่ลืมนึกถึงแม่โพสพที่เป็นเทพประจำต้นข้าว

 

ดอกข้าวกรุ่นเกสรขจรฟุ้ง

ทั่วทั้งทุ่งแสงทองทาบอาบพรมเขียว

ลมโบกพัดสะบัดไล้ไกวรวงเรียว

ขับเคลื่อนเกลียวเคลื่อนไหวใบระบำ

 

น้ำไหลล่องตามช่องคันนาขาด

เสียงเขียดปาดประสานขับรับย่ำค่ำ

สาวนางหนึ่งเรียงร้อยถ้อยลำนำ

ขับขานคำรับขวัญข้าวที่พราวรวง

 

“แม่โพสพเจ้าขาลูกมาพร้อม

กับชะลอมเครื่องสังเวยเคยบวงสรวง

กล้วยส้มสุกลูกไม้มาลัยพวง

ธงเขียวม่วงเหลืองแดงแป้งน้ำมัน

 

ให้แม่ลิ้มอิ่มเอมแล้วแต่งองค์

กับเครื่องทรงส่งมอบรับปลอบขวัญ

แทนพระคุณหนุนคณามานิรันดร์

รวงแม่นั้นมากคุณค่ากว่าสิ่งใด”

 

ลงหลักปักผูกเฉลวชะลอมห้อย

ธงผืนน้อยหลากสีพลิ้วปลิวไสว

แม่โพสพเริงรำระบำใบ

แว่วกอไผ่เสียดสีคีตกานท์

 

ขวัญของแม่สถิตอยู่คู่ท้องทุ่ง

เฝ้าแต่งปรุงรวงแด่ลูกผูกผสาน

คือสายใยสายสัมพันธ์นิรันดร์กาล

ณ. สถานถิ่นทุ่งข้าวชาวนาชน ฯ