นโยบายเป็นแนวทางที่จะทำให้สังคมโดยรวมมีความสุข ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้า ประชาชนมีคุณภาพที่ดี มีความสุข คุ้มครองสิทธิประโยชน์มีความสำคัญต่อประชาชนไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับข้อขัดข้อง ปัญหา หรือในรูปของการพัฒนา ทั้งนี้ ต้องมีความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม
นโยบายการศึกษาเป็นนโยบายหนึ่งที่ได้ชื่อว่านโยบายสาธารณะที่รัฐบาลซึ่งเปรียบเสมือนตัวแสดงหลักในการดำเนินการ มีบทบาท มีอำนาจมากกว่ากลุ่มต่างๆในสังคม เพราะมีทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และมีระบบราชการเข้ามาช่วยเหลือ มีกฎหมาย ระเบียบต่างๆเป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายหรือดำเนินการนโยบายพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจังและตรงประเด็นกับสภาพปัญหาโดยเฉพาะการกำหนดนโยบายที่เป็นการวางแผนหรือเตรียมการในอนาคตสำหรับการศึกษาไทย
แต่น่าเสียดาย หากพิจารณาประเด็นนโยบายของแต่ละรัฐบาลที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดมาจากสภาพปัญหา ข้อเรียกร้อง ความต้องการของประชาชน แถบไม่มีนโยบายใดเลยที่จะมองถึงการมีวิสัยทัศน์ก้าวไกลไปข้างหน้าว่า ในอนาคตเราจะสร้างระบบการศึกษา พัฒนาทางการศึกษาให้เยาวชนไทยมีความรู้หรือคุณลักษณะอย่างไรในอนาคต ประกอบกับความไม่มั่นคงทางการเมือง จึงทำให้ระบบการพัฒนาการศึกษาไทยไม่มั่นคงต่อเนื่องและมีเสถียรภาพเท่าที่ควร เช่นกรณีการปฏิรูปการศึกษา 2544 ไม่ถึง 10 ปี เราก็ปฏิรูปเป็นหลักสูตรแกนกลาง 2551 ทั้งๆที่นักเรียนที่เริ่มเรียนหลักสูตร 2544 ยังไม่ทันจบการศึกษาภาคบังคับเสียด้วยซ้ำ
จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า “แนวการจัดการศึกษาที่เกิดจากการปฏิรูปการศึกษาแต่ละครั้งนั้นดีหรือไม่” ถ้าดี ทำไมถึงต้องปฏิรูปอีก ถ้าไม่ดี ต้องตอบให้ได้ว่าทำไม ทั้งๆที่การปฏิรูปการศึกษาแต่ละครั้งหมดเงินงบประมาณของชาวบ้านไปเท่าไร แล้วเด็กที่ใช้หลักสูตรไปนั้น ถ้าไม่ดี ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ รัฐบาลไม่มีสิทธิปฏิเสธ เพราะมีอำนาจต่างๆอยู่ในมือ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น และเกือบทุกรัฐบาลอีกนั่นแหละ ที่บอกว่าจะเน้นเรื่องการศึกษาสัญญากันเป็นมั่นหมาย
จึงไม่ค่อยแน่ใจว่า เมื่อไรที่เด็กไทยจะมั่นใจและอบอุ่นในระบบการศึกษาไทยที่เขากำลังใช้ชีวิตโลดแล่นในสายนทีแห่งนี้ ไม่ใช่ว่า เปลี่ยนรัฐบาลครั้งหนึ่งสายน้ำสายนี้ก็เปลี่ยนทิศทางการไหลตามทุกครั้ง หากเช่นนี้แล้ว เมื่อไรเด็กไทยจะถึงฝั่งฝันสักที หรือจะให้เพียงว่า “นโยบายการศึกษาเป็นการค้าแบบเสรี...เพียงเพื่อคะแนนของนักการเมือง” แค่นั้น