คอมพิวเตอร์สีเขียว เพื่อโลกและสิ่งแวดล้อม การช่วยอนุรักษ์สภาพแวดล้อมเพื่อรักษาโลก คนละไม้คนละมือไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ บางครั้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราลืมคิดไป หรือไม่ทันนึกถึงนี่แหละ ก็สามารถช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ได้อย่างเห็นผล ถ้าทุกคนร่วมมือกันอย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ สมองกลอัจฉริยะที่ ณ ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่ในโลกไปแล้ว ถ้าเราลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ ท่านเชื่อไหมว่าจะช่วยประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมได้แบบง่ายดายสุดๆ เช่นกัน!เคล็ดลับประหยัดพลังงานและค่าไฟ1.เริ่มต้นกันที่ จอภาพ แค่ลดความสว่างลง ไม่ต้องตั้งให้สว่างจ้าเกินไป จะลดอัตราการกินไฟทันที2.เมื่อเลิกใช้งานให้ปิดทั้งคอมพิวเตอร์ จอ ภาพ พรินเตอร์ และถอดปลั๊กออกด้วย 3. การตั้งค่าพักหน้าจอให้อยู่ในโหมด Screen Saver ไม่ได้ช่วยประหยัดพลังงาน เพราะจอภาพยังทำงานเหมือนเดิม4.ถ้าคิดว่าจะพักใช้งานชั่วคราวไม่เกิน 1 ชั่วโมง ให้เลือกปิด หรือ Shut Down ด้วยโหมด Standby แต่ถ้าพักนานราว 2-3 ชั่วโมงให้เลือกโหมด Hibernate5.ถ้าขี้เกียจนั่งกด Shut Down ให้เซ็ตตั้งค่าพักเครื่องแบบ Standby โดยระบบอัตโนมัติ โดยให้เข้าไปตั้งใน Control Panel เลือกหัวข้อ Power Options Properties จากนั้นตรงหัวข้อ Turn off Monitor เลือกตั้งค่าไว้ 10 นาที ส่วนค่า Standby ตั้งไว้ 1 ชั่วโมง 6.จอแบน (Flat Panel) กินไฟน้อย 7.ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงานหนักๆ ควรเลือกซื้อคอมพิวเตอร์แบบ โน้ตบุ๊ก เพราะกินไฟน้อยกว่าแบบตั้งโต๊ะ การจัดการกับ คอมพ์เก่าคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องมี "สารเคมีเป็นพิษ" เป็นส่วนผสมอยู่หลายชนิด ที่พบบ่อย เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู สารทนไฟกลุ่มโบรมีน แคดเมียม และเบริลเลียม ในแต่ละปีคาดว่ามีคอมพิวเตอร์ตกรุ่นประมาณ 40 ล้านเครื่องทั่วโลก ถ้าเจ้าของต่างพร้อมใจนำไปทิ้งไม่เป็นที่เป็นทางโดยไม่จัดการดูแลให้ดีจะสร้างปัญหา "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทุกขณะ เพราะสารพิษดังกล่าวจะแทรกซึมเข้าสู่สภาพแวดล้อมข้อแนะนำที่ดีที่สุด คือ ให้นำเครื่องตกรุ่นเหล่านั้นไป บริจาค ตามสถาบันการศึกษา กลุ่มผู้ด้อยโอกาส สถานที่ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ฯลฯถ้ายังพอใช้งานได้ ให้นำไปปรึกษาช่างคอม พิวเตอร์ว่าสามารถ "อัพเกรด" ถอดเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ๆ เข้าไปใช้แทนของเก่าได้หรือไม่อย่างไรก็ตาม ก่อนหอบไปบริจาคนั้นควรต้องลบ "ข้อมูลส่วนตัว" ที่อยู่ในความจำออกไปเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยในกรณีที่เสียดายตัดใจบริจาคไม่ลง ให้ถอดแยกชิ้น "ฮาร์ดแวร์" ที่ยังใช้งานได้อยู่มาเก็บไว้เป็นอะไหล่สำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แรม สายเคเบิล พัดลมระบายความร้อน เทคนิคง่ายๆ เพียงแค่นี้ ช่วยให้เราใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด!
สาเหตุการเกิดภาวะโลกร้อน
เราคงทราบแล้วว่าสภาวะโลกร้อนเกิดจากการที่มีแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศมากเกินไป แก๊สเรือนกระจกตัวหนึ่งที่สำคัญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อใช้งาน มนุษย์เองเป็นผู้ปล่อยแก๊สนี้ออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อนำพลังงานมาใช้ ยิ่งเราใช้พลังงานมากเท่าใด ก็ยิ่งได้แก๊สเรือนกระจกออกมามากขึ้นเป็นเงาตามตัว หากเราพิจารณาอัตราการใช้พลังงานในช่วงครึ่งศรวรรษที่ผ่านมา จะพบว่า สอดคล้องกับการเพิ่มปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเป็นอย่างดี และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงในระยะเวลาอันใกล้นี้
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันนี้ ที่จริงแล้วเป็นกระบวนการรักษาตัวเองของโลก หากเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โลกจะกลับมาสู่สภาวะสมดุลได้ในเวลาไม่นานนัก แต่เนื่องจากมนุษย์เราเร่งผลิตแก๊สเรือนกระจกออกมามากเกินขีดความสามารถ ของโลกที่จะเยียวยาตนเองได้ทัน การเกิดสภาวะโลกร้อนอย่างรวดเร็วและรุนแรงจึงเกิดขึ้น กล่าวโดยสรุปก็คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนในครั้งนี้ ก็คือ มนุษย์
อ้างอิงจาก http://www.sarakadee.comm/
ภาวะโลกร้อน
ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง
จากการทำงานของคณะกรรมการของรัฐบาลนานาชาติ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีองค์การวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ เฝ้าสังเกตผลกระทบต่างๆ และได้พบหลักฐานใหม่ที่แน่ชัดว่า จากการที่ภาวะโลกร้อนขึ้นในช่วง 50 กว่าปีมานี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นในทุกหนทุกแห่ง ประมาณ 1.4-5.8 องศาเซลเซียส.
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง วาตภัย อุทกภัย พายุฝนฟ้าคะนอง พายุทอร์นาโด แผ่นดินถล่ม และการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน จากภาวะอันตรายเหล่านี้พบว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ที่เสี่ยงกับการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่และช่วยเหลือเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า การที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เป็นเหตุให้ปริมาณผลผลิตเพื่อการบริโภคโดยรวมลดลง ซึ่งทำให้จำนวนผู้อดอยากหิวโหยเพิ่มขึ้นอีก 60-350 ล้านคน
ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ มีโครงการพลังงานต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้น และการดำเนินงานของโครงการเหล่านี้ ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์วิทยาอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาล และปริมาณน้ำฝนที่ตกในแต่ละช่วงได้เปลี่ยนแปลงไป การบุกรุกและทำลายป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิของน้ำทะเล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบนิเวศน์วิทยาตามแนวชายฝั่ง และจากการที่อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนสีของน้ำทะเล ดังนั้น แนวปะการังต่างๆ จึงได้รับผลกระทบและถูกทำลายเช่นกัน
ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีชายฝั่งทะเล ที่มีความยาวประมาณ 2,490 กิโลเมตร และเป็นแหล่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และความไม่แน่นอนของฤดูการที่ส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรม มีการคาดการณ์ว่า หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีกอย่างน้อย 1 เมตรภายในทศวรรษหน้า หาดทรายและพื้นที่ชายฝั่งในประเทศไทยจะลดน้อยลง สถานที่ตากอากาศชายทะเล รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น พัทยา และ ระยองจะได้รับผลกระทบโดยตรง แม้แต่กรุงเทพมหานคร ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นนี้เช่นกัน
ปัญหาด้านสุขภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้ด้วย เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของยุ่งมากขึ้น ซึ่งนำมาสู่การแพร่ระบาดของไข้มาเลเรียและไข้ส่า นอกจากนี้โรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น อหิวาห์ตกโรค ซึ่งจัดว่าเป็นโรคที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วโรคหนึ่งในภูมิภาคนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น คนยากจนเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงนี้ ประกอบกับการให้ความรู้ในด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่ดี ยังมีไม่เพียงพอ
ปัจจุบันนี้สัญญาณเบื้องต้นของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ปรากฏขึ้นอย่างแจ้งชัด ดังนั้น สมควรหรือไม่ที่จะรอจนกว่าจะค้นพบข้อมูลมากขึ้น หรือ มีความรู้ในการแก้ไขมากขึ้น ซึ่ง ณ เวลานั้นก็อาจสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไขได้