แนวทางพัฒนาการศึกษาที่เน้นการคิดวิเคราะห์
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ ภายหลังการประชุมระดมความคิด ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๒ กันยายน ๒๕๕๒ ที่จังหวัดเพชรบุรี รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการวิเคราะห์ความคิดเห็นที่ตกผลึกในหลายประเด็น ซึ่งจะนำไปสู่การจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อหาคำตอบกลับมาว่าต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน ๑ เดือน หลังจากได้ข้อสรุปทั้งหมดก็จะได้ลงมือปฏิบัติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องรับไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผล โดยมีเรื่องหลักๆ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาที่ดีขึ้น เช่น การปรับระบบการเรียนการสอน ให้เด็กคิดวิเคราะห์มากขึ้นกว่าการใช้ระบบท่องจำ ซึ่งเป็นเรื่องที่คิดกันมานานแล้ว แต่ครั้งนี้จะเป็นการปรับครั้งใหญ่ เพื่อดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งเรื่องการจัดตารางการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้มีการเรียนการสอนนอกห้องเรียนมากขึ้น เน้นกิจกรรมที่นำไปสู่การคิดวิเคราะห์ของเด็ก และกิจกรรมที่มีความสร้างสรรค์มากขึ้น
นอกจากนั้น ในเรื่องของกระบวนการออกข้อสอบ การทดสอบ เช่น O-Net, GAT, PAT ก็จะต้องมีการกำหนดสัดส่วนความเหมาะสม ระหว่างความจำกับความสามารถในการคิดวิเคราะห์
ทั้งนี้ มีการเสนอความเห็นว่าควรมีการสอบ GAT ของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ด้วยหรือไม่ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กจบการศึกษาภาคบังคับ และจะเป็นทางแยกในการเรียนสายสามัญกับสายอาชีพ หรือวิชาชีพต่อไป ซึ่งหากมีการสอบ GAT ก็ควรเป็นข้อสอบที่ช่วยวัดความถนัดของเด็ก เพื่อให้เด็กได้นำไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ว่าต้องการเรียนในสายอาชีพหรือสายสามัญ
ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย สิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไปก็คือ จะต้องใช้ความดีเข้ามาประกอบการชี้วัดในการคัดเลือกเด็กเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วย ไม่ใช่วัดความเก่งอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ผู้ที่จะเข้ามาเรียนครู ก็จะต้องมีการปรับข้อสอบ PAT ให้มีความเที่ยงตรง แม่นยำ ในการวัด เพื่อให้ได้คนเก่งและดีมาเป็นครูมากขึ้น สำหรับระบบรับตรง ได้มอบเป็นนโยบายให้คณะทำงานไปพิจารณาแล้ว ว่าจะต้องมีการปรับปรุงอย่างไรบ้าง และจะได้นำไปสู่การมอบให้ที่ประชุม ทปอ.รับไปพิจารณาต่อไป รวมทั้งให้คณะทำงานพิจารณาเรื่องของช่วงเวลาในการสอบว่าควรจะจัดอย่างไร ระหว่างการรับตรงกับการสอบ Admissions กลาง รมว.ศธ.กล่าวถึงการจัดระบบการคัดเลือกคนเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถคัดเลือกได้เองนั้นก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง เพียงแต่มหาวิทยาลัยได้มอบอำนาจให้ ทปอ.ซึ่งเป็นที่รวมของ ๒๐ กว่ามหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินการ
สาระสำคัญอยู่ที่ระบบระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น สัดส่วนของข้อสอบ ระบบรับตรง ระบบโควต้า สิ่งที่จะเพิ่มเติมเข้ามาคือควรนำเรื่องความดีเข้ามาใช้ในการประกอบการพิจารณาการให้โควต้าด้วย