วันนี้ขอนำเรื่องราวของสินค้าที่นับว่าเป็นเกรดหนึ่งประเภทหนึ่งของตลาดนัดความรู้ฯ ภาคใต้มาโชว์ตัวกันค่ะ
ที่กล่าวว่าสินค้าชิ้นนี้ถือเป็นเกรดหนึ่งประเภทหนึ่งก็ด้วยเหตุว่าได้รับการคัดเลือกไปลงพิมพ์ในหนังสือประกอบการลงทะเบียนในงานมหกรรมเบาหวาน-ความดันโลหิตสูงแห่งชาติค่ะ โดยมีชื่อเรื่องที่ใช้ลงพิมพ์ว่า "SMBG ลดปัญหา Hi-Low" ส่วนชื่อปะไว้ที่บันทึกนี้ฉันตั้งชื่อให้เองแหละค่ะ
มาอ่านกันดูว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร นำเสนอขึ้นแผงโดยน้องปิยนันท์ ศักดาณรงค์ พยาบาลชำนาญการ คลินิกโรคไม่ติดต่อ โรงพยาบาลควนขนุน จังหวัดพัทลุงค่ะ
ป้าทิพย์ ผู้หญิงรูปร่างอวบๆ ผิวดำแดง เป็นเบาหวานมาตั้งแต่ยังเป็นสาวๆ นับเป็นระยะเวลารวมแล้วเกือบ 20 กว่าปี
ป้าทิพย์บอกกับเราว่ามีพี่น้องทั้งหมด 11 คน ทุกคนล้วนแต่เป็นโรคเบาหวาน เมื่อถามถึงพ่อกับแม่ ซึ่งตอนนี้ท่านเสียชีวิตไปแล้ว แม่ของป้าทิพย์ก็เป็นเบาหวานด้วยเช่นกัน
ป้าทิพย์บอกกับเราว่าโรคเบาหวานที่เป็นอยู่นี้เป็นมรดกที่ได้รับมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เริ่มแรกที่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน รู้สึกตกใจ เครียด วิตกกังวล เนื่องจากเคยรับรู้มาว่า เป็นเบาหวานแล้วรักษาไม่หายขาด ต้องอดอาหารหลายอย่างเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดและหลายคนมีโรคอื่นๆตามมา
เริ่มแรกของการรักษา แพทย์ต้องให้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทาน รักษาได้เพียงสองปี ก็ต้องเปลี่ยนเป็นฉีดอินซูลิน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
และในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาป้าทิพย์เองก็ยังคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ทั้งๆที่ป้าทิพย์บอกว่าก็พยายามควบคุมตามที่แพทย์แนะนำแล้วก็ตาม และในหลายครั้งที่มาพบแพทย์ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนขนาดของยาฉีดมาตลอด
และสิ่งนี้เองที่นำมาซึ่งความวิตกกังวล ความกลัวต่อการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะป้าทิพย์บอกว่าทุกครั้งที่มีปรับขนาดยา ตนเองมักจะมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ บางครั้งก็ถึงกับหมดสติ และต้องนำส่งโรงพยาบาล
นอกจากนี้มีบางครั้งที่มาติดตามตามที่หมอนัดไว้ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากจนกระทั่งต้องนอนโรงพยาบาล
ครั้งล่าสุดเข้ามารักษาในโรงพยาบาลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 เนื่องจากน้ำตาลเจาะตอนอดอาหาร 400 มก%
ขณะรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ช่วงแรกระดับน้ำตาลยังสูง

เมื่อเราได้เยี่ยมร่วมกับโภชนากร และให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมอาหารเพื่อนำมาสู่การควบคุมระดับน้ำตาล
ปรากฏว่าหลังจากนั้นป้าทิพย์แทบจะไม่กล้าจะทานอะไรเลย แม้แต่อาหารที่โรงพยาบาลจัดให้ก็ทานน้อยมาก เพราะกลัวระดับน้ำตาลสูง
ผลที่ตามมาคือ ป้าทิพย์มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำติดต่อกัน 3 ครั้ง
ยิ่งทำให้ป้าทิพย์เกิดความเครียดมากขึ้นทั้งในเรื่องการควบคุมอาหาร การควบคุมระดับน้ำตาล และการทำอย่างไรไม่ให้ตนเองต้องมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
การเยี่ยมป้าทิพย์ในครั้งนี้ทำให้เราทราบถึงความในใจที่ป้าทิพย์มีอยู่มาตลอด จากถ้อยคำที่ป้าทิพย์พรั่งพรูความรู้สึกต่างๆและบอกออกมา
"ป้าก็ไม่รู้นะว่า ทำไมน้ำตาลมันได้สูงขนาดนี้ ทั้งๆที่ไม่ค่อยได้กินอะไรแล้ว" (สีหน้ากังวล)
"ป้ารู้สึกกังวลและเบื่อเหมือนกันที่บางทีน้ำตาลสูงมาก บางทีน้ำตาลต่ำมากจนต้องเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง ทำตัวไม่ถูกเลย"
"ครั้งนี้ก็เหมือนกันน้ำตาลสูง อยู่ดีๆ พอไม่กินอะไรนิดนึงน้ำตาลก็ต่ำ บอกตรงๆว่า ป้าเริ่มกลัวและกังวลจริงๆว่า มันจะเป็นอีกนานแค่ไหน เมื่อใดจะได้ออกจากโรงพยาบาล" (น้ำตาลคลอเบ้า)

เราจึงได้มีการวางแผนการดูแลร่วมกับแพทย์ โดยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อนหลังอาหาร 3 มื้อและก่อนนอน เพื่อปรับขนาดยาและวางแผนการรับประทานอาหารผู้ป่วย จนกระทั่งไม่มีการแกว่งของระดับน้ำตาล
ใช้ระยะเวลา 4 วัน และได้นำวิธีติดตามระดับน้ำตาลด้วยตนเองที่บ้านมาสอนให้ ตลอดทั้งแนะนำแนวทางการปรับลดยาด้วยตนเองขณะอยู่ที่บ้าน โดยสอนทั้งญาติผู้ดูแล(บุตรสาว) และตัวป้าทิพย์
ระยะเวลา 3 วันแรกของการใช้วิธีติดตามระดับน้ำตาลด้วยตัวเองที่บ้าน ป้าทิพย์และบุตรสาวยังขาดความมั่นใจต่อการปรับเปลี่ยนขนาดยาเอง ได้มีการติดต่อทางโทรศัพท์กับพยาบาลที่คลินิกโรคไม่ติดต่อโดยตลอด เนื่องจากบางครั้งยังมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำสลับกับน้ำตาลในเลือดสูง
จนกระทั่งผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ จึงเกิดความมั่นใจต่อการใช้เครื่องเจาะเลือด การปรับเปลี่ยนขนาดยาฉีด การสังเกตอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ-น้ำตาลในเลือดสูง ตลอดทั้งการแก้ไขอาการเบื้องต้น มีบางครั้งที่มีระดับน้ำตาลที่สูงหรือต่ำก็โทรมาปรึกษาเพื่อความมั่นใจในการดูแล
จากการมาติดตามผลการรักษาตามที่หมอนัด 1 เดือนต่อมา พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้าอยู่ที่ประมาณ 131-198 มก% ถึงแม้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะยังไม่อยู่ในเกณฑ์ของการควบคุม แต่อย่างน้อยป้าทิพย์ก็เริ่มมีความสุขกับการใช้ชีวิตร่วมกับเบาหวาน อยู่ที่บ้านได้ ไม่ต้องมานอนโรงพยาบาลอีกด้วยเรื่องน้ำตาลในเลือดต่ำ-สูง มีสีหน้าสดชื่นขึ้น
ป้าทิพย์บอกกับเราว่า
"ตอนนี้รู้สึกดีมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะหมดสติจากน้ำตาลต่ำเพราะหากมีอาการเริ่มรู้สึกเพลีย มึน ก็จะเจาะเลือดดู พอน้ำตาลต่ำก็แก้ไขทัน ไม่ต้องเป็นลมหามมาโรงพยาบาล"
"ช่วงนี้อยากกินอะไรก็ได้กิน เพราะว่าพอมีเครื่องเจาะน้ำตาล ทำให้เรารู้ว่าเรากินไปมากหรือไม่หรือว่ากินสิ่งนี้เข้าไปแล้วทำให้น้ำตาลสูง ก็จะได้ลดๆลง แต่ป้าก็พยายามควบคุมนะ" (บอกยิ้มๆ)

เจ้าของเรื่องนี้เธอสรุปบทเรียนไว้ว่า ความสนับสนุนที่ให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลตนเองได้ มีความยั่งยืนมากกว่า่ บุคลากรเป็นผู้ดูแลแต่เพียงฝ่ายเดียว
ส่วนป้าทิพย์นั้นได้ความรู้ต่อไปนี้้ติดตัวค่ะ
"เข้าใจอาการของภาวะน้ำตาลต่ำ-สูง และสามารถจัดการแก้ไขอาการเบื้องต้นได้"
"เจาะเลือดเวลามีอาการ จึงสามารถประเมินได้ว่าอาการที่เป็นคืออาการของระดับน้ำตาลต่ำหรือสูง สามารถสรุปอาการและระดับน้ำตาลของตนเอง ตลอดจนวิธีการจัดการดูแลตนเองเบื้องต้นได้ ลดความกลัวความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น"
ชมสินค้าแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างค่ะ สำหรับฉันสัมผัสถึงความมีใจของผู้ดูแลที่เข้าถึงความรู้สึกของป้าทิพย์นะคะ แล้วยังเห็นการทำงานร่วมกันด้วยใจของทีมงานที่นี่ ปรบมือให้ค่ะ กับการทำงานที่สอดรับกันจนช่วยให้ป้าทิพย์มีความสุขขึ้นมาได้มากกว่าเดิม
มีความรู้ที่มองเห็นอยู่มากมายที่ในความเป็นร.พ.ใหญ่สามารถนำไปใช้ได้โดยขอเพียงแต่มีความเข้าใจว่า จุดใดคือจุดสำคัญของคุณภาพการดูแล
ใช่แล้วฉันกำลังจะบอกว่า ฉันเห็นจุดสำคัญที่บ่งถึงขั้นตอนนี้ในระบบคุณภาพ นั่นก็คือ
ขั้นตอนของ "entry+assessment" ที่สำคัญ ก่อนที่จะเกิดเรื่องของ "plan" ตามมาค่ะ แล้วก็ยังเห็นวงจร PDSA ที่เป็นแบบอย่างที่ดีด้วยนะ ขอบอก
ลองถอดความดูนะคะว่า เห็นอะไรใหม่ๆบ้างที่สามารถนำมาพัฒนาคุณภาพงานให้เกิดผล คนเป็นสุขกับงานค่ะ
ขอบอกใบ้ว่าข้อความสีแดงที่ใช้ก็มีอะไรแฝงอยู่ให้พัฒนาคุณภาพในแง่มุมของ HPH ได้ด้วยนะ
4 ตุลาคม 2552
น่าชื่นชมกับการแสวงหาแนวทางช่วยcase ที่ซับซ้อนอย่างนี้จนประสบความสำเร็จนะคะ
ที่รพ.อุดร ก็ใช้การสอนทำSMBG ในcaseที่ยากๆเหมือนกันค่ะ แต่ส่วนใหญ่ เราช่วยคนไข้ได้โดยไม่ได้ทำ SMBG จุดเน้นคือ ซักประวัติให้ละเอียดว่ามีอาการhypo ช่วงไหน สาเหตุจากอะไร เพราะส่วนใหญ่กว่า 95 % เกิดจากการใช้ยาไม่สัมพันธ์กับมื้ออาหาร การใช้ยาผิด และการแก้ปัญหาฉุกเฉินhypo-hyper ผิดเพราะแยกอาการแสดงของhypo-hyper ไม่ได้ทั้งๆที่อาการแสดงชัดเจนมาก ( เต้าเจี้ยวเคยเขียนเอกสารการแยกอาการแสดงของhypo-hyperไว้ในบันทึกด้วยค่ะ )
รักคนไข้เหมือนกันเลยค่ะ