หากความหวังเป็นจริง รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ก็จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง(Change Agent)ที่นำพาสำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ ให้สามารถสนับสนุนในเชิงเทคนิคและวิชาการประกอบการพิจารณาของที่ประชุมสภาที่ปรึกษาฯ อันจะทำให้ข้อคิดเห็นของที่สภาที่ปรึกษาฯ มีน้ำหนักในเชิงวิชาการ ภายใต้การรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง เพื่อนำพาและขับเคลื่อนการแปลงเสียงสะท้อนของภาคประชาชนสู่การจัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายสาธารณะ (Public Policy) สู่รัฐบาลอย่างมีคุณภาพและลุ่มลึกในเชิงวิชาการที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (National Economic and Social Advisory Council: NESAC) เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2540 หมวด 5 มาตรา 89 บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ให้รัฐจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมและให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งแผนอื่นใดที่กฎหมายกำหนดให้เสนอแผนต่อสภาที่ปรึกษาฯ ก่อนพิจารณาประกาศใช้” จากแนวคิดและเจตนารมณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่กระบวนการตราพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2543 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2543 บัญญัติให้สภาที่ปรึกษาฯ ประกอบด้วยสมาชิก 99 คน วาระดำรงตำแหน่ง 3 ปีนับแต่วันประกาศรายชื่อสมาชิกในราชกิจจานุเบกษา  โดยมีสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานธุรการ เลขานุการและวิชาการ มีเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) เป็นผู้ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ ภายใต้การกำกับดูแลของประธานสภาที่ปรึกษาฯ

รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550 มาตรา 258 ได้บัญญัติให้สภาที่ปรึกษาฯ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกหน้าที่หนึ่ง … สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในวันที่กำลังจะก้าวสู่หนึ่งทศวรรษของการก่อตั้งในวันที่ 19 ธันวาคม 2553 จากสภาที่ปรึกษาฯ ชุดที่ 1 (พ.ศ.2544-2548) ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานสภาฯ สู่สภาที่ปรึกษาฯ ชุดที่ 2 (พ.ศ.2548-2552) ที่มี ดร.โคทม อารียา เป็นประธาน และสภาที่ปรึกษาฯ ชุดที่ 3 ที่กำลังจะตามมา … อีกหนึ่งตำแหน่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาฯ นั่นก็คือตำแหน่ง “เลขาธิการสภาที่ปรึกษาฯ” ซึ่งทำหน้าที่เสมือนแม่บ้านของสภาแห่งนี้ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาที่ปรึกษาฯ นี้เป็นฝ่ายข้าราชการประจำ (เช่นเดียวกับกรณีเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร)

… ภาคประชาสังคมหลายคน/หลายองค์กรที่ผู้เขียนรู้จักต่างๆ อยากเห็น “รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์” อดีตรองประธานสภาที่ปรึกษาฯ ชุดที่ 1 มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาที่ปรึกษาฯ ด้วยอายุราชการของท่านที่เหลืออยู่ประมาณ 2 ปี ทั้งความรู้และประสบการณ์ที่กว้างขวางและลุ่มลึกทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อาจารย์สังศิตฯ สำเร็จการศึกษาเศรษฐศาสตร์บัณฑิต และมหาบัณฑิต (ภาคภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา, University of Bielefeld, Federal Republic of Germany ท่านดำรงตำแหน่งที่สำคัญมามากมาย เช่น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านแรงงาน (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์) อดีตกรรมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สำนักนายกรัฐมนตรี อดีตกรรมการอำนวยการโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติ กระทรวงมหาดไทย อดีตประธานกรรมาธิการการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และตำแหน่งต่างๆ อีกมากมาย (ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.thaigoodgovernance.org/webpage/vip_detail.php?id=34)

หากความหวังเป็นจริง รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ก็จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง(Change Agent)ที่นำพาสำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ ให้สามารถสนับสนุนในเชิงเทคนิคและวิชาการประกอบการพิจารณาของที่ประชุมสภาที่ปรึกษาฯ อันจะทำให้ข้อคิดเห็นของที่สภาที่ปรึกษาฯ มีน้ำหนักในเชิงวิชาการ ภายใต้การรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง เพื่อนำพาและขับเคลื่อนการแปลงเสียงสะท้อนของภาคประชาชนสู่การจัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายสาธารณะ (Public Policy) สู่รัฐบาลอย่างมีคุณภาพและลุ่มลึกในเชิงวิชาการที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม.  

//บทความนี้เป็นทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550