ครั้งที่ ๑

ครั้งที่ ๒

          กิ๊ก (กรรณิการ์ พานิช) หลานสาวที่เคยไปอยู่กับผมที่หาดใหญ่ เพื่อเรียนชั้นมัธยมที่ ญว. (หาดใหญ่วิทยาลัย) กำหนดแต่งงานที่ชุมพรวันที่ ๒๐ ก.ย. ๕๒   ผมจึงได้นั่งรถไฟไปชุมพรเป็นครั้งที่ ๓  

          นี่คือ “ทัวร์รถไฟ” ของผม    และเป็นการเดินทางกับ “สาวน้อย” เหมือนคราวที่แล้ว

          สาวน้อยของผมความจำดีมาก    เธอจำได้ว่าคราวที่แล้วเราไปวันทำงาน    หลังเสร็จงานผมไปรับเธอที่คอนโด    และเธอเตรียมอาหารไปกินด้วยกันบนรถไฟ    ผมจำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลย   ผมเปิดปฏิทินดู จึงรู้ว่า คราวที่แล้วเราเดินทางค่ำวันศุกร์    แต่คราวนี้เป็นค่ำวันเสาร์ และเป็นวันเสาร์ที่ ๑๙ ก.ย. ๕๒ ที่กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่เสียด้วย

          สาวน้อยเป็นผู้เปิด อินเทอร์เน็ต บอกเที่ยวรถไฟที่ผ่านชุมพร ให้ผมไปจองตั๋วที่สถานีสามเสน   การจองตั๋วสะดวกมากและพนักงานก็บริการดี   เมื่อมีโทรศัพท์เข้ามา เขารับโทรศัพท์และกล่าวคำขอโทษผม เพื่อรับโทรศัพท์    แม้จะไม่ได้ที่นั่งกลางตู้รถเพื่อลดแรงเหวี่ยงเวลารถแล่น   ผมก็ได้ที่ที่ไม่อยู่สุดหัวท้ายของตู้   เดี๋ยวนี้ผมซื้อตั๋วรถไฟเป็นแล้ว    

          เพื่อลดความเสี่ยงในการขับรถของลูกสาวในเย็นวันที่ ๑๙ ก.ย.   ที่อาจเสี่ยงจากความไม่สงบ ที่เกิดจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง    เราจึงให้ลูกสาว ๒ คนพาเราจากบ้านปากเกร็ดไปขึ้นรถไฟที่สถานีบางซื่อ    แต่เมื่อขึ้นทางด่วนไปลงพระรามหก ก็ไปสถานีสามเสนสะดวกกว่า    เราจึงไปรอขึ้นที่สามเสน    ได้ไปสังเกตความสกปรกของสถานีสามเสน    และได้ถ่ายรูปหนูฝูงใหญ่ที่นั่น    แสดงความไม่เอาใจใส่ของนายสถานี

          ลูกสาวไปถามเจ้าหน้าที่ ว่าเวลารถไฟมา เราจะต้องไปรอขึ้นตู้ที่ ๑๕ ตรงไหน    เขาบอกว่าตรงเต๊นท์ท้ายสุดด้านทิศใต้ของสถานี    ซึ่งเมื่อถึงเวลาขึ้นรถจริงๆ ต้องเดินไปอีก ๒ ตู้    แต่ก็ยังมีเจ้าหน้าที่มาคอยบอกว่าตู้ไหนเป็นเลขที่เท่าไร    ลูกสาวทั้งคู่ช่วยยกกระเป๋าขึ้นไปส่งถึงที่นั่ง    แล้วลงไปรออีกครู่หนึ่งรถจึงออก 

          เราได้ที่นอนชั้นล่างหมายเลข ๖ และ ๘    ภรรยาชมว่าตู้รถสะอาดกว่าคราวที่แล้ว    ซึ่งผมก็ต้องเห็นด้วย เพราะผมจำไม่ได้   แต่ผมนึกชมว่าห้องน้ำสะอาดกว่า ๒ ครั้งที่แล้ว    โดยเฉพาะพื้นห้องน้ำแห้ง   ตู้นี้ผู้โดยสารเต็ม และส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง

          บนตู้รถมีคนมาขายของ ๓ – ๔ คน   ขายขนมหม้อแกงเมืองเพชร  ขนมนางเล็ก เป็นต้น   ฝรั่งสนใจขนมหม้อแกง  แต่เมื่อซื้อแล้วไม่มีช้อนตัก   ผมนึกในใจว่าถ้าผมเป็นคนขาย ผมจะเตรียมช้อนปลาสคิกไว้แจกฟรี    เพราะจะช่วยให้ขายได้มากขึ้น

          หมอนและที่นอนของรถไฟชั้น ๒ นอนปรับอากาศคุณภาพลดลงกว่าเดิม    คือที่นอนบางลง และหมอนใบเล็กลงหรือแบนลง   และที่นอนก็ยาวไม่เต็มเตียง   เวลาผมนอนเท้าโผล่ตกที่นอน   ผมเพิ่งสังเกตว่าเตียงยาวพอดีตัวผมซึ่งสูง ๑๗๒ ซ.ม.  ฝรั่งที่ตัวสูงกว่าผมมากก็ย่อมต้องนอนชั่นเข่าหรือขดตัว   เรื่องหมอนและที่นอนนี้ เที่ยวกลับดีกว่าขาไป

          คนที่ชอบนอนเปลจะนอนบนรถไฟไทยด้วยความสุข   แต่ผมนอนหลับๆ ตื่นๆ   ดูนาฬิกาทุกๆ ชั่วโมง    พอ ๓.๒๐ น. ผมก็ตื่น และพบว่าสาวน้อยก็ตื่นเหมือนกัน   เราไม่รู้ว่าถึงไหนแล้ว    พอ ๓.๓๕ น. ฝรั่งคนหนึ่งก็แบกเป้เดินไปท้ายโบกี้เตรียมหาทางลง    แต่พนักงานดูแลรถเขาเปิดประตูขัดกลอนแน่นหนา    ที่ประตูด้านหัวตู้มีป้าย “ห้ามเปิดประตู  no! of slide”   ส่วนประตูด้านท้ายตู้เป็นที่นอนของพนักงาน   เขาล็อคประตูไว้   เขาตื่นแล้วและบอกผมว่ายังไม่ถึง    ผมถามว่าถึงไหน เขาบอกว่า บ้านคอกม้า   ผมถามว่าอีกนานเท่าไรถึงชุมพร    เขาตอบว่าเมื่อใกล้ถึงจะไปเรียก

          ผมได้โอกาสทำความดี ด้วยการไปบอกผู้โดยสารฝรั่งที่เตรียมลงว่ายังไม่ถึง   แม้ตั๋วจะบอกเวลาถึงชุมพร ๓.๔๗ น. แต่ตามปกติรถไฟจะ delay    และจะมีคนลงชุมพรจำนวนมาก   ผมเองก็จะลง    เมื่อใกล้ถึงพนักงานจะมาบอก   เขาขอบคุณด้วยความโล่งอก   เขาบอกว่าคิดว่าถึงตามเวลาในตั๋ว

          ผมได้เห็นโอกาสที่การรถไฟจะปรับปรุงบริการ โดยพัฒนาการให้ข้อมูลระหว่างเดินทางแก่ผู้โดยสาร    ว่าขณะนั้นถึงไหนแล้ว   สถานีหน้าที่จะหยุดคือสถานีชื่อได ถึงเวลาเท่าใด   ผู้โดยสารก็จะเดินทางด้วยความสบายใจ    รวมทั้งน่าจะฝึกภาษาอังกฤษให้แก่เจ้าหน้าที่ ให้ใช้ภาษาได้ดีกว่านี้    ภาษาที่ผมได้ยินเจ้าหน้าที่ใช้เรียกฝรั่งคือ “You, you”   ซึ่งเขาคงคิดว่าแปลว่า “คุณ คุณ”   การรถไฟน่าจะได้ฝึกคนของตนให้สื่อสารกับฝรั่ง (และคนไทย) ได้ดีกว่านี้   ใช้ภาษาที่ฟังสุภาพกว่านี้   

          เวลา ๔.๐๐ น. สาวน้อยบอกว่าผ่านสถานีสะพลีแล้ว   แสดงว่ารถเสียเวลาไม่มาก   ถึงสถานีชุมพรเวลา ๔.๑๕ น.   รถจอดชานชาลา ๒ เพราะมีรถสวน    เราต้องเดินข้ามรางรถไฟของชานชาลา ๑ ในที่มืดๆ    เราะตู้ที่เรามาเป็นตู้รองสุดท้าย ขบวนยาวมาก เราอยู่ตรงที่ไฟชานชาลาเสียพอดี   แสดงความไม่มีคุณภาพของการรถไฟ ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดี   แต่เจ้าหน้าที่ยังเอาไฟฉายมาช่วยส่องให้ พอช่วยได้บ้าง    แต่ก็ค่อนข้างลำบากสำหรับสาวน้อย    เพราะชานชาลามีระดับสูงกว่ารางรถประมาณครึ่งเมตร

กิ๊กเรียนจบปริญญาตรีด้านการตลาดจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่ธรรมศาสตร์  และโท MBA ที่เดียวกัน   เป็นสาวผู้เชี่ยวชาญเรื่องเล่นหุ้น   จึงคุยกับลุงและอาที่สนใจเรื่องนี้สนุก   แต่กับผมคุยกันไม่รู้เรื่องเลย   เท่ากับผมเป็นคนมืดบอดในเรื่องการลงทุน   ผมยกหน้าที่ดูแลทรัพย์สมบัติให้แก่สาวน้อยไปนานแล้ว

          ตอนอยู่บนรถไฟ แม่เจ้าสาวโทรศัพท์มาบอกว่า เมื่อลงรถไฟให้ไปที่โรงแรมเลยดีกว่า    ไปอาบน้ำแต่งตัวในห้องใดก็ได้หลายห้องที่เป็นญาติ   เพราะพิธีเริ่มตั้งแต่ ๗.๐๐ น. คือเลี้ยงพระ   เราไม่มีธุระอะไรนอกจากเยี่ยมแม่    จึงตกลงไปที่โรงแรมสถานที่ทำพิธีคือโรงแรมนานาบุรี (www.nanaburi.com )    ตั้งอยู่ถนนสุขเสมอซอย ๙   โดยหลานชายร้อยโทแก๊ปสังกัด ร. ๑๑ มารับ    ไปถึงประมาณ ๔.๔๐ น. เจ้าสาวและแม่เจ้าสาวกำลังแต่งหน้าทำผม    มีช่างผู้ชาย ๒ คน   สักครู่ช่างภาพก็มา

          ก่อน ๖ โมงเช้าเล็กน้อย ผมออกไปวิ่งออกกำลังริมถนน    ออกไปวิ่งตามถนนสุขเสมอไปจนถึงสี่แยกไฟแดงก็เลี้ยวขวาเข้าถนนทวีสินค้า ผ่านการประปาภูมิภาคซึ่งสมัยก่อนชื่อการประปาชุมพร    ตอนเด็กๆ เป็นนิสิตจุฬาฯ เวลาปิดเทอมผมมาคุยกับสาวที่นี่   วิ่งไปผ่านตลาดสด  คริสตจักรชุมพร  โรงเรียนฝวามินกงลิ   ทำให้ผมวิ่งไปรำลึกความหลังสมัยเด็กไป    เสียดายที่เมื่อผ่านรถโดยสารที่ตัวถังทำด้วยไม้   ต่อตัวถังโดยช่างไม้ท้องถิ่น ผมไม่ได้ถ่ายรูปไว้    นั่นคือรถที่ผมอาศัยนั่งไปโรงเรียนประมาณครึ่งปี ก่อนที่พ่อจะซื้อรถจักรยานให้ถีบไป   รวมทั้งที่บ้านผมสมัยผมยังเด็กมากๆ เคยเป็นอู่ต่อรถแบบนี้ด้วย

          รถโดยสารเหล่านี้สมัยนั้นไม่เก็บค่าโดยสารเด็ก   แต่เด็กต้องยืนให้ผู้ใหญ่นั่ง    คือคนเสียเงินมีสิทธิ์นั่ง   รถเขามีคนขับกับเด็กท้ายรถ   เด็กท้ายรถจะคอยบอกให้เด็กลุกขึ้นให้ผู้ใหญ่นั่ง   แต่สำหรับลูกของผู้จัดการบริษัทรังนก ซึ่งเขาจ่ายค่าโดยสารในราคาสูงกว่าคนทั่วไป   จะได้รับความกุลีกุจอจัดที่นั่งให้เป็นพิเศษ   เขาเรียนที่โรงเรียนจีน คือโรงเรียนฝวามินกงลิ    ส่วนผมแม้จะมีบารมีพ่อช่วยเพิ่มความเอ็นดูของคนขับและท้ายรถ   ก็สู้บารมีในหลวง (ในธนบัตร) ไม่ได้   คือต้องลุกขึ้นให้ผู้ใหญ่นั่ง

          ตกลงปีนี้หลานสาวของผมแต่งงาน ๓ คน   หลังกิ๊กก็จะเป็นเดย์ แต่งที่เชียงราย ในเดือนตุลาคม   และปีนี้ผมก็จะไปชุมพร ๓ ครั้ง   ครั้งที่ ๓ จะขับรถไป ตอนปลายเดือนตุลาคม เพื่อทำบุญพ่อและบรรพบุรุษท่านอื่นๆ

          พิธีแต่งงานทำเรียบง่าย แบบ ๓ ม้วนจบในเวลาครึ่งวัน    คือพิธีหมั้น พิธีแต่งงาน และพิธีฉลอง (เลี้ยงอาหารกลางวัน)    ผมเพิ่งทราบว่าเจ้าบ่าวชื่อสุวิชาณ สุระบาล (ตั้ม)   เป็นลูกชายคนโตของคุณทวี สุระบาล นักการเมืองและนักธุรกิจใหญ่ของจังหวัดตรัง   ตั้มเป็นวิศวกรชำนาญการของกรมทางหลวง    ส่วนกิ๊กเป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง

          ญาติทางฝ่ายพ่อและแม่มากันมากมายจากจังหวัดตรัง และจังหวัดอื่นๆ    คือต่างก็มีพี่น้อง ๗ – ๘ คน    อย่างพี่น้องพ่อเจ้าสาวก็ ๖ คน   ญาติพี่น้องผมมาจากเพชรบุรีและกรุงเทพก็หลายคน   เมื่อรวมกับญาติที่ห่างออกไป และมิตร ก็จำนวนมากเอาการ   เขาอุปโลกน์ให้หมออมรากับผมเป็นประธานในพิธี    คงจะเพราะผมเป็นพี่คนโต และชื่อ ศ. นพ.  กับ ศ. พญ. คงจะดูโก้ดี   หลังผมพูดเสร็จสาวน้อยบอกว่าชักแก่ พูดยาวไป

          การส่งตัวเจ้าสาวทำง่ายๆ ที่ห้องของโรงแรม   ฤกษ์ส่งตัว ๑๗.๓๐ – ๑๙.๐๐ น. ซึ่งเป็นฤกษ์ที่สะดวกมาก   คุณวิโรจน์และภรรยาจากชัยนาทเป็นผู้ทำพิธี    คนที่อยู่นพิธีมีเพียงพ่อแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาวและผมกับสาวน้อยเท่านั้น   ผมทำหน้าที่ตากล้องไปในตัว

          เรานั่งรถไฟขบวนเดิม คือรถด่วนนครศรีธรรมราช – กรุงเทพ หมายเลขขบวน ๘๖ กลับกรุงเทพ   รถมาถึงชุมพรช้าประมาณครึ่งชั่วโมง    และถึงกรุงเทพช้าประมาณครึ่งชั่วโมง

          ผมตั้งใจไว้ว่า ในโอกาสข้างหน้าจะหาทางเดินทางรถไฟมาชุมพรช่วงกลางวันบ้าง   เพื่อหาประสบการณ์ที่ต่างออกไป
 
 

วิจารณ์ พานิช
๒๑ ก.ย. ๕๒

สถานีรถไฟสามเสนถ่ายจากสะพานลอย

 

ม้านั่งชุดนี้น่าจะมีอายุเกิน ๕๐ ปี

 

หนูออกมาประจานความไม่เอาใจใส่รักษาความสะอาดของสถานีสามเสน

 

วิธีรักษาความปลอดภัยโดยล็อกประตูแบบนี้

ทำไมไม่ทำให้เป็นระเบียบเรียบร้อย IMG_6144

 

ลงรถไฟที่ชุมพร ชานชาลา ๒ มืดๆ อย่างนี้ แล้วเดินข้ามรางรถไฟตรงที่ไม่เป็นทางข้ามอย่างนี้  

เข้าใจว่าเป็นอย่างนี้ตลอดเมื่อต้องจอดราง ๒

 

 

 

 

 

พิธีสู่ขอ ผมทำหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง

หลังพิธีรดน้ำ ถ่ายรูปกับพ่อแม่และน้องชาย ๒ คนของเจ้าสาว