ความโง่ กับแสงสว่างที่ปลายทาง...

เมื่อเราสมมติตนว่าฉลาดมาก ๆ เราก็เริ่มเดินห่างออกจากจุดของ "การเรียนรู้"

ทำไมเราถึงรู้จักความมืด ก็เพราะว่าเราเคยเห็นความสว่าง
ทำไมเราถึงรู้จักความอ้างว้าง ก็เพราะวาเราเคยเห็นถนนหนทางที่เต็มไปด้วยผู้คน...

ชีวิตของคนเราก็ฉันนั้น
หากเราปฏิเสธความโง่ ก็เท่ากับเราปิดประตูที่จะเห็นความฉลาด

ความฉลาดนั้นเป็นสิ่งตรงข้ามกับความโง่
เมื่อเราพยายามที่จะไม่ยอมรับสิ่งหนึ่งที่อยู่ตรงข้าม เราก็ไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันโง่หรือฉลาดกันแน่...

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ตรงนี้ อยู่แค่นี้

ทำไมล่ะเมื่อก่อนเราถึงต้องไปเรียนหนังสือ ทำไมเราต้องถือกระเป๋าเพื่อเข้าเรียนในชั้น "อนุบาล"
ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะว่าพ่อแม่รู้ว่าเรา "โง่" น่ะสิ พ่อและแม่ถึงได้ส่งเราไปเรียน (ในปัจจุบันเขาอาจจะเรียกชื่อให้เก๋ว่า ไป "พัฒนาการเรียนรู้...")

แต่ในวันนี้ เราผู้ลิขิตชีวิตเรา เราน่ะเหรอจะกล้าส่งตัวเองไปเรียน ส่งตัวเองไป "รักษา" และ "เยียวยา" ความเขลาของตนเอง

ไอ้ตนเองเนี่ยแหละตัวดี ตัวเองเนี่ยแหละเป็นตัวที่ไม่ยอมรับตัว
ยิ่งคนอื่นด้วยซ้ำแล้วอีกแตะ ยิ่งต้องไม่ได้ เขามองเห็นเรา แต่เราไม่มองเห็นเรา...

วันนี้เราก้าวออกมายืนอีกจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่เราปฏิเสธมาแสนนาน
เมื่อก่อนเมื่อเราเรียน เรียนจบชั้นต่าง ๆ เราก็สมมติตนว่า "ฉลาด" ตามสังคม

เมื่อเราสมมติตนว่าฉลาดมาก ๆ เราก็เริ่มเดินห่างออกจากจุดของ "การเรียนรู้"

การย้อนกลับไปถือกระเป๋าดั่งเช่นวันก่อนเก่าเมื่อครั้งเป็นเด็กอนุบาลคงเป็นไปไม่ได้ ก็เพราะวันนี้เราสมมติตนว่าเราเก่ง เราฉลาด เราเรียนสูงกว่าพ่อแม่แล้ว
พ่อและแม่จะบอก จะเตือนเราไม่ได้ แต่ถ้าเราจะไปเรียนที่ไหน คนฉลาด ๆ อย่างเราก็ต้องแบมือขอเงินท่านอยู่ดี...!!!

นี่แหละ ชีวิต ชีวิตของคนเรายึดติดอยู่กับความคิดเพียงแค่นี้
ความคิดว่าเก่งดี เราเก่ง คนอื่นไม่ดี คนอื่นไม่เก่ง
เราจึงคิดว่าเราทำถูกหมด เราจึงคิดว่าเขาทำผิดหมด
ปัญหาต่าง ๆ มันจึงเกิดขึ้นจากความคิดเช่นนี้

เมื่อไปทำงาน ไปที่ไหน ก็มีแต่ที่จะไปสอนเขา ทั้ง ๆ ที่หน้ากระดาษของโครงการบอกว่า "เราจะไปเรียนรู้กับเขา...!"

คนที่จะเรียนรู้ได้ ต้องย้อนกลับไปเสมือนเด็กเข้าเรียนอนุบาล
เราต้องสร้างความรู้สึกแห่งจิต แห่งใจนั้นให้ได้
เราต้องก้มหน้า กราบกราน พ่อและแม่ผู้ที่เราเคยดูถูกท่านว่ามีความรู้ต่ำกว่าเราให้ได้

ประตูแห่งความโง่เปิดรับทุก ๆ ท่านอยู่แล้ว
ประตูแห่งความสดใสนี้ เปิดให้ทุก ๆ ท่านเห็นถึงความสว่างของแสงแห่งอุโมงค์ ณ ปลายทาง
จุด ๆ นี้จะไม่เป็นจุดยืนที่อ้างว้าง เพราะหนทางแห่งนี้นั้นสว่างจริง...


ที่มาจากบันทึก ( “ความโง่”ความจริงที่ตนเองรับไม่ได้ )

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้คือพลัง



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ

ในปัจจุบันมีแต่คนคิดว่าตนเองฉลาด ปากบอกว่าไป ศึกษาเรียนรู้... แต่กลับไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น

เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง กลับมองว่าคนที่คิดต่างจากตนเองนั้นผิด

เขียนเมื่อ 

ปัจจุบันมันโง่แบบโมหะภูมินี่ละครับ ปัญหาใหญ่

ธรรมเคลื่อนจนกลายเป็นอธรรม จน แสงจะเริ่มมองไม่เห็น

ขอบคุณที่ร่วมกันนำแสงมาสู่โลกใบนี้นะครับ

มาแลกมาเปลี่ยนเจ้าค่ะ

หนูหน่ะ ไม่ได้แค่โง่ แต่ชั่วด้วยเจ้าค่ะ

 

ตอนขาดสติ ความชั่วแผ่กระจาย

มันไม่ดูเลยว่า ใครเป็น ใคร

อยากได้ อยากมี อยากดี อยากเด่น เป็นทุนแห่งความชั่ว

แค่มันผลัดเปลี่ยนหน้าตา มาเท่านั้น

 

ขาดสติเมื่อใด อะไร ๆ ก็ไม่ เข้าใจ

มันมีแต่ ฉัน ๆ ๆ และ ก็ฉัน

ฉันสำคัญที่สุด โลกย่อมหมุนรอบตัวฉัน

 

หลายครั้งชั่วมา จนแทบยอมรับ ความชั่วตัวเองไม่ได้

มันนิ่งไปซะเฉย ๆ กิเลสมันหนาขนาดนี้

ไม่มีปัญญจะจัดการมัน

 

วิ่งไปหาผู้มีเมตตามาช่วยเหลือ

มันก็ชั่ว ใจต้านไม่เชื่อฟัง

อดทนทำแบบโง่ ๆ

บางทีรู้สึกครูบาอาจารย์ท่านกำลังสอนควายก็ไม่ปาน

เพราะเหมือนฟังภาษาท่านไม่ลงใจ

ไม่ใช่ท่านไม่เก่งดอก แต่ว่าใจหนูเอง

มันมีกิเลสครอบไว้หนาเตอะ

จนไม่มีคุณภาพที่จะรองรับ

น้ำใจอันเปี่ยมด้วยพลังเมตตาของท่านได้

หลายครั้งทำให้บาดเจ็บไปตาม ๆ กัน

 

แต่ยังดี ที่หนูมี ความอดทนเป็นเพื่อน

ความตั้งใจเป็นพันธมิตร

 

ไม่รู้เมื่อไหร่ ทุกอย่างจะลงใจ ถึงพร้อม

รู้เพียงแต่ว่า เริ่มแล้ว ตั้งใจแล้ว

ก้าวย่างแล้ว จะถึงพร้อมเมื่อใด เต็มรอบเมื่อใด 

ไม่อาจรู้ได้ แต่สะสมทุนแล้ว  ทำเต็มที่ตามสติกำลัง

และจะอดทนให้ถึงที่สุด

ให้มันรู้กันไป อย่างเก่งก็แค่ตายเจ้าค่ะ

อื้ม ทั้งโง่ ทั้งชั่วเลยนะ อย่างนี้เขาเรียกว่า ยกกำลังสอง

ยกกำลังสองอย่างไร

ยกแรก คือ เมื่อรู้ว่าตนเองโง่แล้ว ก็แสดงว่าเห็นหนทางสว่างแห่งทางที่ "หายโง่" แล้ว

ยกสอง คือ เมื่อรู้ว่าตนเองเลวแล้ว ก็แสดงว่าเห็นหนทางสว่างแห่งทางที่จะ "หายเลว" แล้ว

คนเรานั้นจะมีความสุขขึ้นอีกมากหากเห็นหนทางที่จะหนตนให้หายโง่และหายเลว

ใครเขานั้นจะมีความสุขเท่ากับ เพราะชีวิตเรามีโอกาสทั้งหายโง่และหายเลว

โอกาสดีมีแล้วนะ อย่าเผลอลืมโอกาสนี้ไป

โอกาสดีมีแล้ว ที่เรากล้ามองเหรียญอีกด้านหนึ่งอย่างเด่นชัด

ที่จริงเหรียญด้านนี้มันก็หงายมาให้เราลองอยู่ตั้งนานแล้วแหละ แต่เราทำเป็น "เมิน" ไม่อยากมอง ไม่อยากยอมรับ

ยอมรับนะ จะได้ "พิจารณา" อย่างถ่องแท้

ความสุขใดเล่าจะเท่ากับความสุขที่เรารู้จักตน

ความสุขใดเล่าที่ได้เกิดมาเป็นคน ความสุขล้นเหนือ "สงบ" นั้นไม่มี...

ตอนนี้ หนูรู้สึกว่ามันมืดมนเจ้าค่ะ

แต่มีความรู้สึก เพียงจุดเล็ก ๆ แห่งศรัทธา

ที่ยังเชื่อว่า มีทางสว่าง

ไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปถึงไหน

ไม่รู้ว่าต้องเดินอีกเมื่อไหร่

รู้แต่ว่าต้องเดิน อยู่ไม่ได้

 

พอท่านสูญญตาเอ่ยถึงความสงบ หนูก็ถามตนเองว่า

เคยไหม เคยรู้สึกสงบบ้างไหม

 

อืม ดูเหมือนก็เคยมาบ้าง แต่ก็ไม่มากมาย แค่ฟุ้งซ่านน้อยลง เจ้าค่ะ

แต่แล้วมันก็สบาย และอยากอยู่อย่างสงบ ๆ แบบั้นอีก

 

ตอนนี้รู้เพียงว่า ยังชั่วอยู่ ยังสาดทุกข์ใส่ผู้ครนอยู่ ยังคร่ำครวญอยู่

ไม่มีปัญญา ทำอะไร กับความรู้สึกที่ปรากฏในใจนี้เจ้าค่ะ ได้แต่หายใจ

อยู่เป็นเพื่อนกัน

 

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ

 

มืดมนเหรอ ลืมเปิดไฟหรือเปล่า...?

มืดมนเหรอ เอาผ้ามาปิดปากกระบอกไฟฉายไว้หรือเปล่า...?

มีไฟก็ใช้บ้าง เปิดบ้าง ไม่ต้องกลัวถ่านหมดหรอก

รอยยิ้มนั้นเป็นไฟที่ใช้ส่องทางสว่างได้เสมอ

ยิ้มมาก ๆ ไม่ตายหรอกนะ แต่เครียดมาก ๆ เส้นเลือดในสมองจะแตกตาย...

เอาน่า เอาความชั่ว เอาความเลว เอาความโง่เป็นเพื่อนเนี่ยแหละ

เรียนรู้จากพวกนี้ ดีกว่าไปเห่อเหิมเรียนรู้จากสิ่งสวย ๆ งาม ๆ

เรียนรู้จากความชั่วที่เราทำถึงแม้นจะว่าเศร้าหน่อย ทุกข์หน่อย ก็ยังดีกว่า "หลง" เร่ร่อนไปบนทางที่โรยด้วยกลีบดอกไม้แต่แฝงไว้ด้วย "ยาฆ่าแมลง..."

แมลงเม่าอย่างเรา อย่าหลงไปบินเข้ากองไฟแล้วกัน ถ้าตายแล้วนี่มัน "ตายจริง ๆ" นะ...

ทำความดีมาก ๆ เสียสละมาก ๆ ใจจะมีกำลัง

โทรกับไปคุยกับพ่อ กับแม่บ่อย ๆ

กลับบ้านก็ทำความดี พูดดี ๆ กับพ่อกับแม่มาก ๆ

กราบท่านบ่อย ๆ ยิ้มให้ท่านมาก ๆ...

พระอรหันต์อยู่ที่บ้านเรานะ ดูแลท่านให้ดีนะ...