ถ้าหากพูดตามหลักการแล้วการพัฒนาจิตจะขั้นตอนหลัก ๆ อยู่สองเรื่องก็คือ
หนึ่ง กวาดความสกปรก อันได้แก่ กิเลส ตัณหา และกามราคะที่ห่อหุ้มดวงจิตนี้ออกไปให้มากที่สุด จนทำให้จิตนี้กลายเป็นจิตดวงใส ๆ เป็นจิต เป็นใจที่ “ประภัสสร...”
สอง เมื่อจิตนั้นกลับกลายเป็น “จิต” ดวงเดิมแล้ว จากนั้นจึงใช้จิตดวงที่สะอาดและบริสุทธิ์นี้ทำความดีและประกอบการ “เสียสละ...”
แต่ทว่า...ในทางปฏิบัตินั้น กว่าที่เราจะกวาดคราบกิเลส ตัณหา และกามราคะออกจากจิตใจได้ “เกลี้ยง” ขนาดนั้น ก็ต้องใช้เวลากันนับภพ “นับชาติ...”
กระบวนการจึงต้องพลิกกลับ โดยให้เริ่มจากขั้นตอนที่สองก่อน โดยการ “ทู่ซี้” ทำ “ความดี” เอาดื้อ ๆ
คนที่จะ “พัฒนาจิต” นั้นต้อง “ทู่ซี้” ทำความดีไปเรื่อย ๆ
ทำมันเป็นอย่างนี้แหละ เหนื่อยก็ทำ ไม่เหนื่อยก็ทำ ทำไปเรื่อย ๆ...
การทำความดีและการเสียสละนั้นจะเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้จิตใจมี “กำลัง” ที่กล้าแข็ง
กำลังที่กล้าแข็งนี้เองจะกลายเป็น “กำแพง” ป้องกัน กิเลส ตัณหา และกามราคะต่าง ๆ ไม่ให้มาเกาะ มาเกี่ยว มาอยู่ มาอาศัย มาปรกคลุมจิตใจของเราให้ได้มากขึ้น
เมื่อเรามีพลังในการป้องกันจิตไม่ให้มีสิ่งชั่ว ๆ มาครอบงำจิตได้
อาทิ เรามีกำลังที่จะไม่ดูหนัง ดูละคร ดูทีวี หรือไม่ไปบริโภคสิ่งเสพติดต่าง ๆ ได้ ก็เท่ากับจิตของเราจะ “เจริญ” โดยปริยาย ซึ่งเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว...
เพราะจิตเดิม ๆ นั้น เขาก็ต่อสู้ในการที่จะกวาด “ขยะ” ที่ปรกคลุมจิตอยู่แล้ว
เพียงแต่เราไม่เอาขยะมาเพิ่ม จิตเขาก็ทำหน้าที่กวาดขยะอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
จิตใจก็ทำหน้าที่คล้ายคลึงกับ “ร่างกาย”
ร่างกายนี้ ระบบเขาสร้างมาเพื่อต่อสู้กับ “สิ่งแปลกปลอม” ที่จะมาทำร้ายร่างกายอยู่เป็นปกติ “ธรรมดา”
อย่างเช่น ถ้าหากเราพยายามที่จะฆ่าตัวตายโดยการกลั้นหายใจนั้น ร่างกายจะต่อสู้ ดิ้นรนเพื่อ “เอาชีวิตรอด...”
ดังนั้น เมื่อเวลาเราป่วย คนที่จะช่วยเยียวยาเราได้ดีที่สุดก็คือ “ตัวของเราเอง” ร่างกายจะรักษาเยียวยา “ตัวของตัวเอง”
จิตใจก็เป็นเช่นนั้น ถ้าหากเราไม่นำ “สิ่งชั่ว ๆ” มาเพิ่มให้กับดวงจิต
ดวงจิตนี้ก็จะค่อย ๆ เก็บกวาดขยะวันละน้อย วันละนิด และวันหนึ่งก็จะสามารถพิชิตขยะกองโตได้
“ศีล” จึงเป็นเหตุและปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาจิตให้ “เจริญ...”
ในขั้นแรกเรามิต้องทำอะไรให้มากมายเกินไปกว่า “ศีล ๕”
เมื่อทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว “จิตใจ” นี้จะนำพา กำลังที่มากมายมหาศาลก้าวต่อไป
ลำดับขั้นของจิต วัดได้จากระดับชีวิตแห่ง “ศีล...”
“ศีล” จึงเป็นเครื่องเช็ด “พัฒนาการแห่งจิต...”
การพัฒนาจิตจึงเริ่มต้นจากการ “พัฒนาศีล” ของตนเอง
วันนี้ต้องลองกลับไป Re-Check ศีล ของตนเองว่ามีอยู่กี่ข้อ ได้กี่ข้อก็คิดออกมาเป็นระดับได้ตามนั้น
ให้ Re-Check ศีลของตนเองรายวัน รายชั่วโมง รายนาที โดยให้คิดเสมอว่าศีลในนาทีนี้ต้องไม่น้อยกว่า ศีล ณ วินาทีหน้า
เมื่อจิตนี้มีศีลเพิ่มขึ้น ความเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมก็ย่อมกระจ่างแก่ใจมากขึ้น
ไม่น้อยกว่า ไม่ย่ำแย่ไปกว่า ณ เวลาที่เป็น เป็นหลักประกันในการพัฒนาการของจิต
ใช้ศีลเป็นเหตุตั้งตนแห่งการพัฒนาชีวิต ศีลย่อมลิขิตให้ “จิตเจริญ...”

คนดีคือคนที่คิดดี พูดดี และทำดี
ครูดีก็คือครูที่คิดดี พูดดี และกระทำดี
คนที่จะเป็นครูที่ดี ซึ่งสามารถคิดดี พูดดี และทำดีได้นั้นต้องมีจิตที่ “เจริญ...”
ศีล 5 คือเครื่องวัดความเป็นคน เป็นคนได้ก็เพราะมีศีลควบคุม
คนที่มีศีลครบทั้ง 5 ข้อ ก็ถือว่าเป็นมนุษย์ครบ 100 %
คนที่มีศีลเหลือ 4 ข้อ ก็ยังมีความเป็นคนอยู่ 80 %
คนที่มีศีลเหลือ 3 ข้อ ก็ยังมีความเป็นคนอยู่ 60 %
คนที่มีศีลเหลือ 2 ข้อ ก็ยังมีความเป็นคนอยู่ 40 %
คนที่มีศีลเหลือ 1 ข้อ ก็ยังมีความเป็นคนอยู่ 20 %
และคนที่ไม่มีศีลสักข้อเลย ก็ไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่เหมือนกัน
http://gotoknow.org/blog/mahawat/301958
สวัสดีครับ
....เวรกรรม....
อืม Check ศีล อืม
ลองหันมองย้อนวันนี้
อุ๊ย ไปทำงานสาย ห้านาที ตายแล้ว ผิดศีลข้อลักทรัพย์
จึงสารภาพโดยการลงเวลาตามจริง แล้วทำงาน เพิ่มเวลาให้หลวงอีก ครึ่งชั่วโมง
อืม รับปากพี่ว่าจะทำเรื่องเอกสารให้เสร็จภายในตอนเช้ากว่าจะเสร็จ
ก็ปาไปบ่ายโมงตรง........อิม ผิดศีลข้อ มุสา
โอ้.......ศีล ช่างละเอียดลึกซึ้งนัก
ยอมรับค่ะ ว่ายังผิด แบบเนียน ๆ อยู่หลายข้อ
อันนี้แค่เฉพาะที่นึกได้ในวันนี้
มิน่าหล่ะ กิเลสหนังไม่ถลอกสักที
ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
เอ่... สงสัยว่าวันหนึ่งจะไม่เหลือศีลสักข้อมั๊งเนี่ย 555
เอ้า คิดเป็นนาทีต่อนาทีก็ได้
เฮ้ย นาทีนี้ครบ "ยิ้ม"
เฮ้ย นาทีนี้หายไปข้อนึง เอาใหม่ ตั้งใจใหม่
ว่ากันเป็นนาทีต่อนาทีเลยดีกว่า
จับให้มั่น คั้นให้ตายเลยเจ้า "ศีล" นี้
มีอยู่ก็จับให้มั่น
มั่นแล้วก็เคี่ยว ก็เข็นมันให้ "ตาย..."
เคยพลาดข้อไหน ก็คั้นมันข้อนั้นแหละ
เอามันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง
ไม่เราตาย กิเลสมันก็ "ตาย..."
ลองดูซิว่าตอนกิเลสมันตาย มันจะหน้าตาเป็นอย่างไร...?