น.ส.รจนา นุ้ยขาว รปศ.502 เลขที่ 25

1. การดำเนินกระบวนการพิจารณา ระบบไต่สวน หมายถึง กระบวนการพิจารณาคดีที่ตกเป็นหน้าที่ของศาลแต่ผู้เดียวที่จะสืบค้นหาข้อเท็จจริงแห่งคดี พยานหลักฐานทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือวัตถุพยานที่คู่กรณีนำไปสู่ศาลจะไม่ถือว่าเป็นพยานหลักฐานของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะถือว่าเป็นพยานหลักฐานของศาลทั้งสิ้น

2. ตามหลักการในพ.ร.บ.ศาลปกครองและวิธีการพิจารณาคดีปกครอง ของประเทศไทยนั้น จะดำเนินการในระบบไต่สวน

วิธีพิจารณาคดีปกครอง

1. กระบวนการพิจารณาคดีปกครองของศาลปกครองมีลักษณะเฉพาะ 2 ประการ คือ

            (1) กระบวนการพิจารณาคดีมักกระทำโดยลับ และพิจารณาจากพยานเอกสารเป็นหลัก

            (2) ศาลเป็นผู้ดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาเอง

2. การไต่สวนพิจารณาคดีศาลปกครองในประเทศฝรั่งเศส คู่กรณีที่เป็นเอกชน หรือเจ้าพนักงานของรัฐ อาจแต่งตั้งทนายความเข้า 

   ร่วมฟังการพิจารณาคดีในห้องพิจารณาคดีได้ แต่การซักถามพยานบุคคลเป็นหน้าที่ของประธานคณะผู้พิพากษาศาลปกครอง

3. สำหรับในประเทศเยอรมัน ศาลปกครองดำเนินวิธีพิจารณาคดีปกครองในระบบไต่สวน เช่นเดียวกับฝรั่งเศสแต่คู่กรณีที่เป็น

   เอกชนไม่ได้รับอนุญาตให้แต่งตั้งทนายความเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี

4. กระบวนวิธีพิจารณาใดๆ ในคดีปกครอง ต่อศาลปกครอง

            - คู่กรณีที่เป็นเอกชนไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น

            - คำฟ้องคดีปกครองให้ทำเป็นหนังสือตามแบบที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลปกครองกำหนด

            - คำฟ้องจะต้องยื่นต่อศาลปกครองโดยตรง หรือจะยื่นต่อศาลจังหวัดที่ผู้ยื่นมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลนั้น เพื่อส่งต่อให้ศาล               ปกครองก็ได้

            - กรณีที่หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถูกฟ้อง พักงานอัยการจะทำหน้าที่เป็นทนายแก้ต่าง

            - ถ้าไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ ศาลปกครองอาจนำหลักกฎหมายทั่วไปมาวินิจฉัยประเด็น ข้อพิพาทได้

            - ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ ออกโดยมี                           ข้อกำหนดที่เกินอำนาจที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ หรือไม่ถูกต้องตามแบบหรือขั้นตอนหรือ วิธีการอื่น อันเป็นสาระสำคัญ       ที่กฎหมายกำหนดไว้ได้

            - ผู้ที่นำคดีปกครองไปฟ้องศาลปกครอง ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากมูลกรณีปกครองนั้น

            - เมื่อศาลปกครองสั่งรับคดีไว้พิจารณาแล้ว จะออกหมายเรียกและส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่ผู้ถูกฟ้องภายใน 7 วัน นับแต่วัน                รับคดีไว้พิจารณา

            - ให้ผู้ถูกฟ้องยื่นคำให้การเป็นหนังสือต่อศาลปกครอง หรือศาลจังหวัดที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล นั้น ภายใน 8 วัน               นับแต่วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง

            - ถ้าศาลปกครองเห็นว่า คำสั่งหรือคำวินิจฉัยที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีปกครองเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัย ให้ลงโทษทาง    วินัย ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะการเพิกถอนหรือยืนตามคำสั่งหรือคำวินิจฉัยเท่านั้น

            - คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เป็นการกระทำโดยพระปรมาภิไธย

            - กรณีที่ศาลปกครองได้พิพากษาชี้ขาดคดีปกครองไปแล้ว แต่คู่กรณีเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม คู่กรณีไม่อาจ                        อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองเกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริง แต่จะอุทธรณ์ ได้เฉพาะเฉพาะปัญหาข้อ                             กฎหมายเท่านั้น

            - การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ ศาลปกครองได้                 อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

            - วิธีการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง ให้คู่กรณีที่ประสงค์จะอุทธรณ์ทำเป็นหนังสือ ยื่นต่อศาล                              ปกครอง ให้ศาลปกครองที่รับอุทธรณ์ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อแก้อุทธรณ์ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่        ฝ่ายนั้นได้รับสำเนาอุทธรณ์

                                             ที่มา www.maephrik.com/nitiram/taisuan.doc