GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์


                     เมื่อวันหยุดติดต่อกันหลายวันที่ผ่านมา (วันพืชมงคล วันวิสาขบูชา และวันเสาร์ อาทิตย์) คณะของเราชมรมคนอยากเที่ยว ได้รวมตัวกันได้ ๑๙ คน เก็บเงินกันคนละ ๒,๐๐๐ บาท พร้อมพาหนะรถตู้ ๑ คัน รถปิคอัพ ๒ คัน เดินทางมุ่งหน้าสู่กิ่งอำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเริ่มต้นการท่องเที่ยวป่าเขาลำเนาธาร ตามความตั้งใจของพวกเรา โดยจุดหมายปลายทางแรกของเราอยู่ที่ที่พัก หนำไพวัลย์ ซึ่งจองบ้านไว้ ๑ หลัง พักได้ประมาณ ๒๐ คน โดยกะ
เวลาให้เดินทางไปถึงประมาณไม่เกินบ่ายโมงตรง เพื่อจะได้รับประทานอาหารกลางวันที่ที่พัก ซึ่งทาง หนำไพรวัลย์จะจัดเลี้ยงเป็นมื้อแรก คณะของเราทำเวลาได้ดีพอสมควรสามารถเข้าถึงที่พักได้ประมาณเที่ยงตรง เมื่อเก็บสมบัติเข้าบ้านพักเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมารับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งทางหนำไพรวัลย์ก็จัดอย่างง่ายๆ มีข้างกับขนมจีน มีแกงเขียวหวาน แกงไตปลา และอีกหลายอย่าง ซึ่งเมื่อรับประทานอาหารกลางวันกันเป็นที่อิ่มหนำสำราญกันแล้ว (ซึ่งทางเจ้าของหนำไพรวัลย์พยายามเน้นย้ำตลอดเวลาให้เรากินกันเยอะๆ เพราะตอนบ่ายเป็นกิจกรรมที่ตองใช้แรงมากๆ เราก็พยายามกินกันอยางเต็มที่ หลังจากนั้นก็กลับไปเปลี่ยนชุดตามคำแนะนำของหัวหน้าทัวร์ คือให้ใส่ชุดที่พร้อมจะเปียกน้ำได้ตลอดวัน และของที่ม่ค่าที่เปียกน้ำได้ก็ไม่ควรพกพาติดตัวไป เพราะเราจะไปล่องแก่ง และหมุดถ้ำน้ำตกกัน


                เมื่อได้เวลานัดหมายคณะทัวร์ก็มาพร้อมกันหน้าที่พัก ซึ่งทางหนำไพรวัลย์ ก็จัดรถมารับลูกทัวร์ทั้งหมด ดดยแบ่งออกเป็น ๒ คณะ คณะแรกไปหมุดถ้ำกันก่อน อีกคณะคือคณะของเราไปล่องแก่งก่อน หลังจากขึ้นรถเช็คจำนวนลูกทัวร์เรียบร้อยรถก็นำเรามุ่งหน้าไปทางเข้าน้ำตกกรุงชิง แต่เลยขึ้นไปบนเขาเสร็จแล้วก็ไปส่งลงตรงที่ติดต่อล่องแก่ง เพื่อรับเสื้อชูชีพและหมวกกันน็อค (เพื่อความปลอดภัย) และรับฟังคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนในการล่องแก่ง                
                 เสร็จแล้วก็ต้อนลูกทัวร์ขึ้นรถปิคอัพบุกตะลุยขึ้นไปบนเขาอีกพักเล็กๆแล้วก็ปล่อยให้เราเดินตามทางเดินลงเขาไปที่แม่น้ำที่มีเรือยางจอดรออยู่แล้ว มีทั้งชนิดเรือใหญ่นั่งประมาณ ๑๒ คน และเรือเล็กนั่ง ๒ คน เมื่อพร้อมกันแล้วก็ผจญภัยกับการล่องแก่ง ซึ่งตามคำบรรยายของหัวหน้าทัวร์บอกว่าการล่องแก่งในประเทศไทยแบ่งระดับความยากของสายน้ำออกเป็น ๗ ระดับ โดยแก่งที่เราล่องนี้อยู่ในระดับ ๓ ไม่นับว่ายาก แต่ก็สนุกสนานตื่นเต้นดี โดยเแพาะหากเป็นในฤดูที่มีน้ำเยอะจะเพิ่มความสนุกสนานตื่นเต้นมากๆเลย  ทั้งนี้เมื่อล่องมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ก็จะจอดพักเรือที่โขดหินกลางลำน้ำเพื่อให้นักล่องแก่งได้ลงเล่นน้ำกัน (แบบว่ากลัวจะไม่เปียกกันนะ) เมื่อล่องแก่งมาถึงจุดจอดเรือแล้ว ก็จะเดินขึ้นฝั่งแล้วเจ้ารถปิคอัพก็จะมารับพวกเรากลับไปส่งตรงจุดติดต่อล่องแก่ง เพื่อขึ้นรถของหนำไพรวัลย์ไปหมุดน้ำตกกันต่อไป
                   จากนั้นรถก็นำเราไปต่อยังถ้ำหงส์ เพื่อเข้าหมุดถ้ำและเล่นน้ำตกกันต่อ เมื่อเดินทางถึงถ้ำก็ต้องเข้าแถวรับฟังกติกากันก่อน กติกาที่ว่าก็คือ ให้เข้าถ้ำได้ที่ละคณะๆละไม่เกิน ๑๕ คน เพราะถ้าเข้าไปมากๆอากาศจะไม่พอหายใจต้องมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานเป็นผู้นำทาง และต้องมีไฟฉายเพราะในถ้ำจะมืดมาก เมื่อฟังคำแนะนำกันเรียบร้อยก็คณะทัวร์ของเราก็เป็นคณะแรกที่จะหมุดเข้าถ้ำ บางท่านอาจจะแปลกใจว่าทำไมไม่ใช้คำว่าเดินเข้าถ้ำ  แต่ใช้คำว่าหมุด ก็เริ่มกัน
ตั้งแต่ปากทางเข้าถ้ำกันเลยเป็นช่องขนาดคนอ้วนๆตัวใหญ่หย่อนตัวลงไปได้ เมื่อหย่อนตัวลงไปก็จะเจอกับธารน้ำไหลผ่านในถ้ำ ซึ่งตลอดทางเดินเราจะต้องเดินลุยน้ำบ้าง เดินก้มตัวลุยน้ำบ้าง คลานลุยน้ำบ้าง คืบคลานลุยน้ำบ้าง ปีนผาเตี้ยๆบ้าง ไต่ไปตามบรรไดลิงบ้าง เป็นอันทุกข์ทรมานตลอดทาง แถมมัวแต่ส่องไฟทางเดินเพราะต้องเดินลุยไปตามลำน้ำซึ่งมีหลุมบ่อตามธรรมชาติ เลยไม่ค่อยได้ส่องดูหินงอก หินย้อยที่สวยงามสักเท่าไหร่  และท้ายสุดของเส้นทางก็พาเราไปสิ้นสุดที่น้ำตกซึ่งไหลตกเข้ามาในถ้ำ เย็นสบาย เราหยุดเล่นน้ำตกกันนานพอสมควร เพื่อทบทวนว่าขากลับเราก็ต้องเดิน มุด ก้มและคลานกลับทางเดิม ซึ่งเป็นการสร้างภาระความลำบากให้กับพวกเราพอสมควร เนื่องจากเราใส่กางเกงขาสั้น และเสื้อยืดแขนสั้น ทำให้หัวเข่า และข้อศอกถูกทราย กรวดและก้อนหินบาดเป็นแผนกันหลายแผล แถมบางช่วงหัวยังโขกหินผนังถ้ำอีก แต่ขอบอกว่านี่แหละเป็นการเที่ยวที่สนุกเอามากๆเลย เรากลับออกจากถ้ำมาค่อนข้างเย็นแล้ว รถของหนำไพรวัลย์ก็มาส่งเรา เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และกินอาหารเย็น ซึ่งก็เน้นอาหารจากธรรมชาติ เช่น ยำผักกูด ผักกูดลวกราดกะทิกินกับน้ำพริก  แกงส้ม ผัดผัก ซึ่งก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อรับประทานอาหารเสร็จทางหนำไพรวัลย์ ก็เชิญคณะทั้งหมดเข้าห้องกิจกรรมสัมพันธ์ เพื่อเข้าฟังและชมสไลด์การบรรยายเกี่ยวกับกรุงชิง และโปรแกรมการท่องเที่ยวในวันรุ่งขึ้น ส่วนเราขอละเลยดปรแกรมนี้ไปเพราะมั่วแต่พยายามกินน้ำเปลี่ยนนิสัยแก้ดหนื่อยกันอยู่ หลังจากนั้นก็ถึงเวลาเข้านอน โดยมีข้อ
ตกลงกันว่า เราจะพร้อมกันตอนตีห้าของวันรุ่งขึ้น เพื่อไปกินน้ำชา ชมทะเลหมอก
                  เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราถูกปลุกแต่เช้า เพื่อขึ้นรถไปจุดชมวิวทะเลหมอก โดยรถคันเดิมที่นำเราไปล่องแก่ง รถนำเราขึ้นไปบนเขาและปล่อยให้เราเดินขึ้นไปเขาอีกพักเล็กๆ เขาที่เราขึ้นไปชมทะเลหมอก มีชื่อเรียกว่า เขาเหล็ก เพราะเดิมเขานี้เต็มไปด้วยแร่เหล็กตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ญีปุ่นมาเจาะสำรวจเพื่อนำแร่เหล็กไปใช้ ในปัจจุบันยังคงมีหลุมที่เจาะสำรวจปรากฎหลักฐานอยู่ เมื่อขึ้นถึงจุดชมวิว ก็จะมีชาวบ้านปูเสื่อต้อนรับ พร้อมๆกับมีน้ำชา กาแฟ โอวัลติน ปาท่องโก้ ข้าวเหนียวคอยให้บริการ (จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว) ส่วนของหนำไพรวัลย์ก็มีมีคูปองแลกน้ำชา กาแฟให้ หลังจากอร่อยกับกาแฟ ปาท่องโก้แล้ว ก็เป็นการพยายามหามุมถ่ายภาพกับทะเลหมอก ซึ่งมีวิวเทอกเขาเป็น ฉากหลัง แต่วันนี้หมอกดูจะไม่เป็นใจกับพวกเรานัก เพราะพยายามพัดกระจายไม่ลอยให้สงบนิ่งเลย จนได้เวลาคณะผู้ชมทะเลหมอกก็เดินทางกลับมาที่พักเพื่อรับประทานข้าวต้มเป็นอาหารมื้อเช้า และสำหรับท่านที่ชอบความตื่นเต้นหวดเสียว ก็จะมีกิจกรรมกระโดดหอสูง โดยมีทหารจากกองทัพภาคที่ ๔ มาคอยให้บริการ จากนั้นก็อาบน้ำอาบท่า เก็บสมบัติสัมภาระทั้งหมดขึ้นรถของใครของมัน เพราะกิจกรรมต่อไปจะเป็นการเดินเที่ยวน้ำตกกรุงชิง โดยทางหนำพรวัลย์ จะจัดข้าว ห่อให้ถือไปห่อละหนึ่งท่านพร้อมน้ำหนึ่งขวด เพื่อไปกินเป็นมื้อกลางวันที่น้ำตก เมื่อคณะพร้อมแล้วรถของหนำไพรวัลย์ ก็ขับนำทางคณะเดินทางเข้าน้ำตกกรุงชิง โดยเสียค่าธรรมเนียมคนละ ๒๐ บาท


                   การเที่ยวน้ำตกกรุงชิงนี้มีการเตรียมตัวพอสมควร สิ่งแรกคือเรื่องการแต่งกาย ควรเป็นรองเท้าผ้าใบ ใส่ถุงเท้ายาว (ถ้าใส่รองเท้าแตะหรือใส่ผ้าใบและไม่ใส่ถุงเท้า ไม่สมควรอย่างยิ่ง) กางเกงไม่ควรเป็นกางเกงขายาวแบบขาบานถ้ากางเกงขายาวก็ควรเป็นแบบขารัดแน่นๆหน่อย) ถ้าให้ดีใส่กางเกงขาสั้นดีที่สุด ส่วนเสื้อก็ตามสบาย ควรมีสิ่งแปลกปลอมทา(เช่น น้ำตะไคร้หอม ยาหม่องน้ำ)บริเวณรองเท้า ถุงเท้า ขาแขน ซึ่งอันนี้ทางหนำไพรวัลย์ ได้จัดน้ำผสมยาเส้นมาให้ทา ก็เพื่อป้องกันทาก ที่มีค่อนข้างชุกชุมนะครับ  การเดินป่าไม่ควรจัดหาเสบียงหรือสิ่งของเกินความจำเป็น เพราะเป็นการเดินทางขึ้นเขาที่ไกลมาก ทั้งขาไปและกลับ (ตอนขากลับยังนึกสงสารบางคณะเลยที่หอบหิ้วถังน้ำแข็ง อุปกรณ์ การทำครัวเข้าไปด้วย) สำหรับเรามีผ้าขาวม้า ติดตัวไป ๑ ผืน ซึ่งใช้ประโยชน์ได้มาก เพราะเอาปลายข้างหนึ่งผูกห่อข้าว อีกข้างหนึ่งผูกขวดน้ำ แล้วสะพายบ่า ไม่ต้องหิ้วถุงเหมือนคนอื่นๆ และไม่ควรดื่มเครื่องดองของเมาก่อนเดินทางเพราะ
อาจได้รับอันตรายจากการเดินขึ้นหรือลงเขาได้  สุดท้ายที่เป็นกติกาคือไม่เด็ดใบไม้ ดอกไม้ต่างๆ เพราะบางชนิดมีพิษรุนแรง เกิดผื่นคัน ถึงทำให้ตาบอดได้ และถ้าเป็นไปได้รู้ตัวล่วงหน้าว่าจะไปเดินกรุงชิงก็ขอให้เตรียมความพร้อมของ ร่างกายด้วยการออกกำลังกายไว้พอสมควร
                   เมื่อพร้อมกันแล้วก็เดินทางกันเลย ทางอุทยานทำป้ายบอกทางไว้ว่า น้ำตกกรุงชิง ๓,๗๐๐ เมตร เอง เราเริ่มออกเดินประมาณ ๑๐.๐๐ น.ไปถึงเอาเที่ยงกว่าๆ การเดินทางก็เริ่มเดินตะลุย ในช่วงแรกๆจะเป็นทางคอนกรีต ที่ทางอุทยานสร้างอำนวยความสะดวกไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ทางเดินจะเป็นทางเดินขึ้นเขาเกือบตลอก จะมีทางราบและลงเขาบางเล็กน้อย พอในช่วงหลังๆทางเดินจะเปลี่ยนเป็นทางดิน และที่สำคัญของการเดินก็ควรสำรวจทากไปตลอดด้วย
ขนาดเราเดินด้วยความระมัดระวังไม่เดินละต้นไม้ใบไม้แล้ว ทากยังเกาะที่ถุงเท้า ๑ ตัว ส่วนของคนอื่นๆไปเจอที่ที่หมาย(ดูดเลือดจนตัวบวมเลย เพราะใส่รองเท้าผ้าใบ ไม่ใส่ถุงเท้า กับใส่ร้องเท้าแตะ เลยไม่รู้ว่าทากเกาะดูดเลือกไปตลอดทาง) การเดินทางต้องใช้ความอดทนพอสมควร เพราะน้ำตกกรุงชิงอาจจะแปลกจากน้ำตกอื่นๆที่เราจะเดินเข้าไปที่ฐานน้ำตก แล้วอยากชมชั้นสูงๆก้เดนขึ้นเขาต่อไป แต่ของกรุงชิงนี้เราจะเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขา แล้วก็จะต้องเดินลงบันไดไปที่เชิงเขา
จึงจะสู่จุดสวยที่สุดของน้ำตก คือหนานฝนแสนห่า ซึ่งเคยได้รับเกียรติเป็นภาพด้านหลังของแบงค์พันแบบเก่ามาแล้ว ซึ่งคณะของเราทั้งเด็กสาวๆ คนอ้วน คนแก่ ต่างก็เดินจนถึงน้ำตกกันได้ทุกคน และทุกคนก็ภูมิใจที่เดินจนถึง ถึงแม้ว่าบางคนจะเดินไปร้องไห้ไปก็เถอะ เมื่อเดินทางถึงพวกเราก็ล้อมวงแก้ข้าวห่อออกมานั่งกินกัน ซึ่งทางหนำไพรวัลย์ จัดข้าวแบบห่อใหญ่พิเศษ มีแกงใส่ถุง ไข่ต้มหนึ่งใบ ปลาเค็มทอดอีกหนึ่งตัว อร่อยมาก (ด้วยความเหนื่อยไง) หลังจาก นั้นเมื่อหายเหนื่อยดีแล้ว ก็พยายามปีนป่ายก้อนหินลงไปเล่นน้ำตกกัน เพื่อความสดชื่นสบายกาย สบายใจ ก่อนที่จะต้องเดินทางกลับ
                  ขากลับหนักหนาสาหัสที่สุดก็เห็นจะเป็นตอนเดินขึ้นบันได้กลับไปบนยอดเขาอีกครั้งนี่แหละ เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจกว่าจะเดินขึ้นมาได้ หลังจากนั้นก็จะสบายหน่อย เพราะจะเป็นการเดินลงเขาซะมาก แต่ก็ต้องเกร็งน่องเอามากๆจนพาลจะเป็นตะคิวเอา แต่ทุกคนก็เดินทางกลับมาจนครบ เมื่อมาถึงที่ทำการอุทยาน ทางหนำไพรวัลย์ ก็ยังบริการเราด้วยแตงโมแช่เย็นเพื่อดับร้อนผ่อนกระหายก่อนแต่ละคณะจะแยกย้ายกันเดินทางกลับ หรือท่องเที่ยวต่อ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 30139
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

สวัสดีค่ะ... มีข่าวดีมาบอกเล่าชาวgotoknow.org ในฐานะที่ท่านเป็นผู้บริหารเทศบาลคนหนึ่ง จะมีเวทีที่รวบรวมเอา ต้นแบบอปท.ที่ทำงานเชื่อมกับชาวบ้านโดยใช้กระบวนการKM ค่ะ สนใจรีบติดต่อลงทะเบียนหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-6199701ค่ะ

หรือที่ www.kmi.or.th

น่าไปเที่ยวจังเลย คงสนุกน่าดู

เห็นภาพน่าจะสนุกของจริงไม่เหมือนกันเลย

ล่อเล่นน่า