วันนี้ผมได้มีโอกาสสนทนาเชิงวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ กับท่านพระอาจารย์ท่านหนึ่งที่กำลังศึกษาปริญญาเอกด้านศาสนา
ที่ท่านบอกผมว่า
คณะที่ปรึกษาของท่านไม่อนุมัติให้ท่านตั้งหัวข้อเรื่องเพื่อวิเคราะห์ทฤษฎีสัมพันธภาพเพื่ออธิบายเชื่อมโยงกับการเดินทางของความคิด และจิตวิญญาณ
ผมเลยเปรยๆไปว่า อาจจะเป็นเพราะคณะที่ปรึกษามองไม่เห็นทางเดินของท่าน และหาจุดยืนที่จะดูการเดินทางของท่านไม่ได้ จึงไม่กล้าอนุมัติให้ท่านทำเรื่องนี้
ทำให้ได้มีโอกาสคุยกันต่อว่า วิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังมีช่องว่างทางความคิดและและทฤษฎีที่จะสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการทำงานของสะสาร พลังงาน
และที่สำคัญในขณะนี้เรายังเชื่อว่าวิญญาณ เป็นเพียงกลุ่มพลังงานที่มีระบบข้อมูล (สัญญา) อยู่ภายใน ที่บันทึกทั้งความดีและความไม่ดีอยู่ในนั้น จากการกระทำของตัวเองในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ (หรือหลังจากนั้นด้วย ???)
แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจังว่าแท้ที่จริงคืออย่างไร
ที่ทำให้คนที่ไม่เข้าใจมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไสยศาสตร์ แค่ความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ ทั้งๆที่ตัวเองไม่มีวิธีพิสูจน์ หรือทำไม่เป็น ก็รีบสรุปว่าพิสูจน์ไม่ได้
คล้ายๆกับที่ขงเบ้ง กล่าวกับกลุ่มกุนซือที่เมืองกังตั๋งว่า
“ความคิดของพญาอินทรีย์มีหรือนกกระจอกจะเข้าใจ”
ที่คาดว่าระดับความรู้และความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายความจริงที่มีอยู่ในโลก หรือในจักรวาล
แค่เพียงเรื่องวิญญาณ และ การเดินทางของพระธาตุ ก็ดูเหมือนจะมีเพียงทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ ที่พอจะมีความใกล้เคียงมากที่สุด แต่ก็ยังห่างไกล และไม่สามารถอธิบายการเดินทางของจิตวิญญาณ พระธาตุ ที่เคลื่อนที่ไปมาได้ด้วยตัวเองผ่านสิ่งขวางกั้น กำแพงและครอบแก้วได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ
หรืออาจจะต้องมีทฤษฎีอีกอย่างน้อยอีกหนึ่ง เช่น ทฤษฎีจักรวาล (Universal law) ที่อาจเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน กับความรู้เชิงจิตวิญญาณ การบันทึกข้อมูลในระบบของจิตวิญญาณ และการกลับชาติไปเกิดใหม่ แต่ยังมีความจำเดิมอยู่ด้วย
และความจำนี้ไม่ได้ผ่านระบบสมอง แต่อาจจะเป็นคลื่นสมอง ที่ต่อเชื่อมกับคลื่นพลังงานของจิตวิญญาณ
และความสามารถนี้มีเฉพาะในบางคน บางเวลา บางเรื่อง ที่รู้ได้ด้วยตนเอง จึงทำให้บางคนที่ไม่มี ไม่เชื่อว่าเป็นจริง
เช่นกรณีของบ้านตะคร้อ จังหวัดนครสวรรค์ที่ออกอากาศทางช่อง ๙ เมื่อคืนวันที่ ๒๗ กันยายน ที่ผ่านมา เรื่อง หมู่บ้านโลกตะลึง ก็เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ยังไม่มีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใดๆ อธิบายได้ ทั้งๆมีคนในหมู่บ้านระลึกชาติได้กว่า ๕๐ คน แบบค่อนข้างจะซับซ้อนหลายยุค หลายสมัย
ผมเขียนมาครั้งนี้ก็เพื่อโยนก้อนหินถามทางว่า ใครคิดกับเรื่องนี้อย่างไร
และผมก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญนัก แต่เพียงน่าคิดเท่านั้นเอง
ว่าจะมีอะไรทางวิทยาศาสตร์จะมาเชื่อมกับหลักทางจิตวิญญาณได้บ้างเท่านั้นเองครับ
สวัสดีครับ
อาจารย์ครับ
เป็นเพราะวิธีวิทยาเท่าที่มีอยู่ขณะนี้ยังไปไม่ถึงขั้นที่จะศึกษาเรื่องเล่านี้หรือเปล่าครับ
...
มาเชิญอาจารย์ไปเยี่ยมบ้านครับ
พาเฌวาปลูกข้าว
พาเฌวาปลูกข้าว (๒) ข้าวงอกแล้ว ๖ ต้น
ห้องเรียนวิชาธรรมชาติศึกษาของเฌวา
เรียน ดร แสวง รวยสูงเนิน
ผมชอบคำกล่าวที่ว่า"ความคิดของพญาอินทรีย์มีหรือนกกระจอกจะเข้าใจ”
วิทยานิพนธ์มีคนบอกว่าทำให้จบเสียก่อน หากจะทำตามที่ตนเองอยากทำจบแล้วค่อยทำครับ
อาจารย์คิดยังไงครับ
ผมว่าเมื่อเรายังอยู่ใต้ต้นไม้ เราคงคิดไม่ออกว่ายอดไม้เป็นอย่างไร
และถ้าอยู่แต่ในดิน คงคิดไม่ออกว่าท้องฟ้าคืออะไร
ผมว่าประมาณนั้นครับ
เรียน ท่านอาจารย์
ก็น่าคิดครับ แต่ผมยังไมกล้าคิด เพราะฐานความรู้และความคิดยังไม่ถึง และไม่แน่นพอครับ
แต่จะลองคิดเล่นๆดู
ท่านคิดได้ขนาดนี้ วิทยายุทธน่าจะแก่กล้าทีเดียวแหละครับ
ขอคารวะด้วยความจริงใจ ที่ช่วยให้ผมมีการบ้านและแนวทางคิดอีกแนวหนึ่ง
นับถือ นับถือ
เดี๋ยวก่อน เกือบหลงทางครับ
เวลาทุกแห่งในจักรวาลน่าจะไม่แตกต่างกัน มีแต่เวลาสมมติเท่านั้นที่แตกต่างกัน
การเคลื่อนที่เร็วช้าต่างกันแน่นอน
สิ่งที่เร็วกว่าจะมองเห็สิ่งที่ช้าว่าหยุดนิ่ง
แต่ไม่ใช่
ทุกอย่างเป็นอนิจจังเช่นเดียวกัน
เฮ้อ.... เกือบหลงทางเสียแล้วไหมล่ะ อิอิ
แต่ข้อคิดที่เปิดไว้ยังอยู่นะครับ
อิอิ
อาจารย์ครับ
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อดังนี้ครับ
เวลาทุกแห่งในจักรวาลน่าจะไม่แตกต่างกัน มีแต่เวลาสมมติเท่านั้นที่แตกต่างกัน
ถ้าเราคิดแบบเอาวิทยาศาตร์เป็นตัวตั้ง คือ มีแค่จักรวาล (ไม่มี 16 ภพภูมิ หรือมิติอื่น ๆ เพราะไม่มีหลักฐานเชิงประจักร ตามหลักวิทยาศาสตร์) ข้อความของท่านอาจารย์น่าจะถูกต้องนะครับ แต่ก็ไม่แนะนะครับ ถ้ามีหลักฐานเชิงประจักรใหม่จะกลับมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใหม่ขอรับ อย่างเช่น การอธิบายเวลาของสัตว์ที่จำศีลขอรับ
ขออภัยครับท่านอาจารย์ กล่าวไว้ผิดครับ 31 ภพภูมิ ไม่ใช่ 16 ภพภูมิ
อาจารย์ครับ ขออนุญาตต่อยอดขอรับ (ถ้ามากเกินงามต้องกราบขออภัยท่านด้วยขอรับ)
นี่แหละข้อด้อยของวิทยาศาสตร์ ที่ผมว่ากรอบคิดที่มีอยู่ในปัจจุบัน เล็กมากเมื่อเทียบกับวิชาที่ผมเคยเรียน "ธรรมชาติวิทยา"
ที่ไม่มีกรอบ ไม่จำเป็นต้องมีทฤษฎีมาครอบความคิด แบบกบในกะลาครอบ
เราจะคิดได้ไม่มีขีดจำกัด
จะรูปธรรม หรือนามธรรม หรือ อะไรธรรม ก็แล้วแต่ เป็นธรรมชาติทั้งหมด
ผมเสียดายจริงๆ วิชานี้ได้หายไปแล้ว
และกลายเป็นวิทยาศาสตร์ ที่มีแต่กรอบ เต็มไปหมด คนไม่มีใครกล้าคิดอะไรนอนกรอบ เพราะกลัวผิด หรือไม่ก็กลัว "สอบตก"
เสียดาย เสียดาย ๆๆๆๆๆๆ จริงๆ ครับ
เจริญพร
กราบนมัสการครับ