สุดท้ายพี่ทรงพล ก็พยายามจับประเด็น และนำเสนอให้เห็นว่า...
·          เรื่องสุขภาพ (สุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางปัญญา  สุขภาพทางสังคม) เกี่ยวข้องกับเรื่อง อาหารการกิน สมุนไพร การออกกำลังกาย ออกกำลังกายตามวัยเพื่อสุขภาพ การดูแลสุขภาพต้องรู้จักการกิน กินตามวัย กินอย่างไรให้เกิดประโยชน์ ต้องมีวิธีการที่จะทำให้ร่างกายดี จิตใจแจ่มใจ สุขภาพทางปัญญา คือ ความรู้ที่จะทำให้สุขภาพดีขึ้น  สุขภาพทางสังคม คือการไม่มีปัญหาทางสังคม ไม่มีเรื่องยาเสพติด ไม่มีเรื่องทะเลาะ เรื่องสุขภาพมีเรื่องที่จะเรียนรู้และจัดการความรู้เยอะ คนที่จะเรียนรู้เรื่องสุขภาพอย่างน้อยที่สุดก็ได้แก่ตัวเอง การจะเปลี่ยนแปลงการพัฒนาคนอื่นจะต้องเริ่มที่ตัวเอง ปักธงและมีแกนนำพาเรียนรู้
·          เรื่องการมีส่วนร่วม ส่วนร่วมของคนในครอบครัว และส่วนร่วมของคนในชุมชน ต้องหันกลับไปดูกิจกรรมของคนในครอบครัวของเรามีส่วนร่วมดีหรือยัง ใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไร มีความร่วมมือดีพอหรือยัง ถ้าเข้าใจความร่วมมือในครอบครัวต้องเข้าใจว่าจะต้องมีความรัก ความเอื้ออาทร ถ้าเราจะสร้างในชุมชนเราจะสร้างอย่างไร เราต้องรู้วิธีสร้างความร่วมมือในส่วนเล็กๆ ก่อน เราจะมีวิธีการเรียนรู้ และกุศโลบายอย่างไรให้เกิดความร่วมมือในครอบครัวและชุมชน คนทำเรื่องนี้ต้องมาวิเคราะห์เหลียวหลังแลหน้า มองว่าแต่ก่อนเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร เหตุจากปัจจัยอะไรมองคิดแบบลึกถึงรากปัญหา
·          เรื่องวัฒนธรรมประเพณี เป็นเครื่องยึดโยงระหว่างเรากับบรรพบุรุษ  และยึดโยงระหว่างเรากับสังคมเรามีประเพณีกราบไหว้บรรพบุรุษสืบทอดเป็นวัฒนธรรมประเพณี มีการถ่ายทอดให้คุณค่าและความหมายของประเพณี คนที่จะทำเรื่องนี้ต้องถอดรหัสอธิบายให้เห็นประโยชน์วัฒนธรรมประเพณี คุณค่าและความหมายของประเพณี ประเพณีซ่อนความดีความงามอะไร หาคุณค่าที่แท้จริงแล้วถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่
·          เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ ๕ เรื่อง คือ เรื่องการผลิต ผลิตสินค่าที่ต้นทุนต่ำและไม่ทำลายงานสิ่งแวดล้อม /การบริโภค การกิน ทุกคนต้องมาเรียนรู้เรื่องประหยัด เรามีความเรื่องการกินอยู่เป็นหรือยัง อะไรที่ควรกินและไม่ควรกิน /การชื่อขายแลกเปลี่ยน สมัยก่อนใช้ของเป็นการแลกเปลี่ยนกัน /ระบบการเงินและการจัดการทุน เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กองทุนชุมชน ในชุมชนเราจะมีวิธีการจัดการอย่างไร ทำใอย่างไรให้การจัดการกลับมาเป็นฐานสำคัญในการจัดการสวัสดิการให้กับชุมชนชุมชนต้องลุกขึ้นมาดูแล เรื่องเศรษฐกิจชุมชนมีเรื่องที่ต้องให้ทำอีกเยอะ (สังเกตข้อมูลจากแผนแม่บทชุมชน ปริมาณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในครัวเรือน) จากข้อมูลค่าใช้จ่ายจะเป็นโอกาสในการคิดเรื่องการจัดการระบบค่าใช้จ่ายใหม่ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดในเรื่องการจัดการค่าใช้จ่าย) ทำอย่างไรให้ชาวบ้านมีโอกาสคิดและคิดตก
·          เรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์    ถ้านึกถึงเราเป็นประเทศลานสัก เราจะนำสิ่งแวดล้อมมาใช้ประโยชน์อย่างไร ต้องเริ่มดูว่าลานสักมีดีอะไร สิ่งแวดล้อม วัด จะแปลงสิ่งนั้นมาเป็นแหล่งเรียนเรียนรู้และเป็นแหล่งรายได้ได้หรือไม่ เป็นทางเลือกอาชีพใหม่ได้ 
           “ เรื่องที่เสนอมาเป็นเรื่องสำคัญและยึดโยงกันอยู่ อันดับแรกต้องพัฒนาคนให้สามารถจัดการปัญหาได้ โดยเริ่มจากลุ่มแกนเป็นหัวเชื้อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง พัฒนาคนเพื่อการพัฒนางานให้สร้างสิ่งฝันให้เป็นความจริง นำคนไปพัฒนาเรื่องต่าง ๆ สิ่งที่ท่านคิดจะเกิดขึ้นได้ท่านต้องปักธงและเห็นคุณค่า ต้องผ่านความอดทนความเพียร ถ้าท่านยังยืนยันที่จะเป็นผู้นำการขับเคลื่อน เราจะทำให้ท่านค่อย ๆ เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากการปฏิบัติจริง เวทีเป็นแค่การเรียนรู้หลักการ แต่การปฏิบัติจริงคือปฏิบัติในชีวิตประจำวัน…กลุ่มประเด็นที่ท่านสนใจลองคิดลงไปอีกว่า ตอนนี้เป็นอย่างไร มันไม่ดีอย่างไร ที่ดีอย่างไร จุดที่เป็นอยู่และจุดที่อยากให้เป็น  ตรงนี้อยากให้ท่านจดจ่อและครุ่นคิด คิดอย่างต่อเนื่องอย่างจริงจัง ดูมันอย่างละเอียด ให้ท่านทดลองไปฝึกความนิ่ง ฝึกการมองอย่างละเอียด ฝึกการคิดอย่างละเอียดท่านจะเห็นอะไรมากขึ้น”
            ก่อนลากันกลับ ได้ให้การบ้านที่ผู้นำจะต้องไปทำ และคราวหน้านำมาแลกเปลี่ยนคือ
๑.      สถานการณ์ตัวเรา ครอบครัว
๒.      สถานการณ์ในพื้นที่ ชุมชน
๓.      การประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากเวที
ข้อสังเกตต่อภาพรวมของเวที
·       กระบวนการในเวทีใช้การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม โดยมีวิทยากรคอยให้หลักการคอยเสริมคอยเพิ่มการเรียนรู้เข้าไปผ่านกิจกรรมซึ่ง (น่าจะ) เข้าใจง่าย และเป็นการเรียนรู้ที่สนุกแต่ได้สาระ (วิธีการนี้วิทยากรต้องมีมากกว่าหนึ่งคนจึงจะทำกระบวนการนี้ได้) คนที่จะเป็นวิทยากรหลักจะต้องเป็นผู้ชำนาญการ ในการชี้ให้เห็นประเด็นการเรียนรู้จากกิจกรรมและโยงไปสู่งานสู่ชีวิตจริงได้ (ต้องเยี่ยมยุทธ์และรอบรู้จริง ๆ )
·       ประเด็นที่วิทยากรทิ้งท้ายไว้เป็นการบ้านกลืนเข้าไปในชีวิต งาน และชุมชนได้ดี  ผู้เข้าร่วมน่าจะตื่นเต้นที่จะได้ทดลองนำความรู้ไปใช้จริง (อยากรู้จัง นำไปใช้แล้วผลจะเป็นอย่างไร)
            การเรียนรู้ที่ อบต.ลานสัก ผู้เขียนได้เห็นการเรียนรู้ซึ่งกันและของผู้เข้าร่วมเวทีและวิทยากร เรียนรู้นาทีต่อนาที มีความสด มีความใหม่   “ผู้เข้าร่วมเรียนรู้จากวิทยากรเพื่อทำความเข้าใจให้เกิดความรู้และนำไปปฏิบัติ  วิทยากรเรียนรู้จากผู้เข้าร่วมเพื่อการออกแบบกระบวนการวิธีการที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้จริง”
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างต้องมีการวางแผน (ไว้รองรับ) “ความรู้ใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา บางทีต้องใช้เวลากว่าจะเกิด  แต่! ทุกอย่างพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาหากเราประมาท”
อยากรู้จัง !คุณมีวิธีการเรียนรู้แบบไหน???

นวลทิพย์ ชูศรีโฉม

ผู้ประสานงาน สรส.ส่วนกลาง

(วันที่ ๑๔-๑๕ พ.ค.๔๙ ณ อบต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี)