ประวัติความเป็นมา  ความสำคัญ   ประเภทของผ้าลายขิด  แหล่งผลิตและวัตถุดิบที่ใช้ในการทอผ้าลายขิด

 

๑.ประวัติความเป็นมา

                ผ้าไหมลายขิด เป็นผ้าพื้นเมืองของภาคอีสาน  บางส่วนจะพบทางภาคเหนือและภาคกลาง  นับว่าเป็นศิลปะในการคิดสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนให้เห็นภาพ  ลักษณะ  ลวดลายและวิวัฒนาการของชุมชนหรือท้องถิ่นของไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวบ้านในชุมชนหรือท้องถิ่นถือว่าในกระบวนการทอผ้าทั้งหลาย การทอผ้าลายขิดจะต้องอาศัยความชำนาญและต้องมีชั้นเชิงทางฝีมือสูงกว่าการทอผ้าอย่างอื่น  เพราะทอได้ยากมาก  มีเทคนิกการทอที่ซับซ้อนกว่าการทอผ้าแบบธรรมดา  เพราะต้องใช้เวลานานและความอดทนสูง  ประกอบกับมีความละเอียด  ลออมาก  มีกรรมวิธี

ที่ยุ่งยาก  ทอได้ช้า  นอกจากผู้ที่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้จริงๆ 

                ปัจจุบันเนื่องจากว่า  การผลิตผ้าไหมลายขิด  มิใช่การผลิตเพื่อชุมชนอีกต่อไปแล้ว  หากแต่เป็นการผลิตเพื่อความต้องการของอื่นที่ได้พบเห็น  และมีความต้องการในปริมาณสูงขึ้น  ก่อให้เกิดเทคนิคและวิธีการใหม่ๆเพื่อให้การผลิตมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ใช้เวลาน้อยลงและสนองต่อความต้องการของผู้ใช้

                อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับการทอผ้าไหมลายขิดก็ตาม  แต่การฟื้นฟูศิลปะหัตถกรรมของชาวบ้านในชุมชนหรือท้องถิ่น ผนวกกับนโยบายสนับสนุนวัฒนธรรมท้องถิ่นของรัฐ  ซึ่งในบางแย่มุมได้ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในผลผลิตของตน  จึงส่งผลให้การผลิตผ้าไหมลายขิดมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่  ภายใต้เงื่อนไขของสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป  เหตุผลดังกล่าว  จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะศึกษาและอนุรักษ์ไว้  ก่อนที่จะสูญหายไปในที่สุด

ผ้าไหมลายขิด  เดิมชาวบ้านในชุมชนหรือท้องถิ่นเรียกว่า “ผ้าเหยียบหรือผ้าเก็บ” ที่ชาวบ้านเรียกกันเช่นนี้เพราะ ว่าลายที่ปรากฎบนผืนผ้านั้นเกิดจากการเหยียบไม้และเก็บเอาลายตามที่ต้องการบนผืนผ้า   ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในสมัยก่อน โดยเริ่มมาจากการที่ผู้ชายในสมัยก่อนนำเอาไม้มาสานเป็นฝา  เรียกว่า สานฝากระแตะ

เพื่อนำไปใช้เป็นฝาบ้านป้องกันลม  แสงแดดและสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิตประจำวันของตน  โดยสานเป็นลวดลายที่สวยงาม ต่อมาผู้หญิงสมัยนั้นได้พบเห็นจึงหาวิธีการแกะลวดลายจากฝาบ้านดังกล่าวด้วยการนำเอาวัตถุดิบที่มีในชุมชนหรือท้องถิ่น  เช่น  ปอ   ป่าน   มาคิดสร้างสรรค์เพื่อนำไปใช้เป็นวัสดุในการทอผ้าลายขิด

        ในสมัยต่อมาจึงมีการปลูกต้นฝ้ายและได้นำฝ้ายมาปั่นเพื่อเอาเส้นใยมาเป็นวัตถุดิบแทน  ปอและป่าน  นำเอาผ้า

ฝ้ายที่ทอได้มาตัดเป็นเสื้อ  ซึ่งในสมัยก่อนมีการตัดเย็บด้วยมือซึ่งขาดความประณีต นำมาสวมใส่แล้วจะดูไม่สวยงาม 

        ในสมัยปัจจุบันชาวบ้านในชุมชนหรือท้องถิ่นได้เปลี่ยนจากการผลิตเสื้อผ้าจากการใช้วัตถุดิบจากฝ้าย และหัน

มาเลี้ยงตัวไหมทดแทนการปลูกฝ้ายในแต่ละครอบครัวเพิ่มมากขึ้น  แล้วนำเอาฝักไหมมาผ่านกรรมวิธีที่ทำให้ได้เส้นไหม จากนั้นจึงนำไปทอเป็นผืนผ้าแล้วนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อ

       ในการผลิตผ้าไหมลายขิดในสมัยปัจจุบัน  สามารถผลิตด้วยสีที่แตกต่างกันตามความต้องการของผู้ใช้ บางครั้ง

ผู้ผลิตอาจนำไปย้อมด้วยสีธรรมชาติ “ย้อมด้วยผลมะเกลือ”  ก็ได้ แต่ผ้าที่ทอต้องเป็นสีขาวและสีเหลือง

คุณยายผู้มีความรู้ในชุมชนเล่าให้ฟังว่า การทอผ้าลายขิดได้เรียนรู้และมีการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของคุณ

ยายเอง สมัยก่อนมีจุดมุ่งหมายในการทอเพื่อใช้เอง ซึ่งการทอเป็นจะแบบง่ายๆ ตัวฟืมที่ใช้ก็ทำขึ้นมาเองจากไม้

ทั้งหมด  เส้นฝ้ายหรือเส้นไหมที่นำมาทอก็มีขนาดใหญ่ เพราะเป็นวัตถุดิบที่มีในชุมชนหรือท้องถิ่น

        จากนั้นคุณยายจึงเล่าถึงวิธีการทอให้ฟังต่อว่า ก่อนที่จะทอผ้านั้นจะต้องทำการเก็บตะกอ (เขาฟืม) เสียก่อนจึง

จะทอได้ มีการเหยียบไม้เพื่อเก็บเอาลายตามที่ต้องการ คุณยายยังบอกว่าการเก็บตะกอหรือเก็บเขาฟืมนั้นทำได้ยากมากกว่าจะเสร็จต้องใช้เวลานาน  เขาฟืมที่คุณยายเคยทำมาจะมี  ๔  ตะกอกับ  ๕  ตะกอ  ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก และมาใช้ในการทอจนถึงปัจจุบันนี้