ไทยรัฐ 25 กันยายน 2552 ตีพิมพ์เรื่อง "อึ้ง! ผลวิจัยยำตร.ชอบนายใจถึง มากกว่าซื่อสัตย์" ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง และขอให้พวกเราอย่าเหมาว่า ตำรวจจะเป็นเช่นนี้ไปเสียทั้งหมด เมืองไทยเรามีตำรวจดีๆ มากมาย ขอให้พวกเราแยกแยะด้วย คนดีก็คือคนดี ควรสนับสนุนต่อไป
ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ขอความกรุณาแวะไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ "ไทยรัฐ" กันครับ
ป.ป.ช. เปิดผลวิจัย รุมยำตำรวจ อึ้ง ชั้นผู้น้อยอยากได้เจ้านายใจถึง พึ่งได้ มากกว่าทำงานซื่อสัตย์ ขณะ คนจบใหม่มีค่านิยมอยากตามก้นนาย ก้าวหน้าเร็ว ... วันนี้ (25 ก.ย.) ที่โรงแรมรอยัล ริเวอร์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดบรรยายและนำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “มาตรการป้องกัน เพื่อปรับปรุงกระบวนการใช้อำนาจเกินขอบเขต กรณีเจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ” ... โดย พ.ต.ท.เกษมศานต์ โชติชาครพันธ์ รักษาการรองคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยพบว่า รูปแบบการประพฤติมิชอบของตำรวจในการใช้อำนาจเกินขอบเขต ขณะเดียวกันยังละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมที่คลุมเครือว่าเป็นการทุจริตหรือไม่ ... รวมถึงนโยบายทางการเมืองก็เอื้อให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เช่น การประกาศสงครามยาเสพติด ... นอกจากนี้ยังพบว่า บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจมี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มพ่อค้าที่มีความสนิทกับตำรวจระดับสูง 2.นักการเมือง 3.เจ้านายเก่า ... ถือเป็นค่านิยมที่น่าตกใจมาก และน่ากังวลว่า สตช.จะขาดตำรวจมืออาชีพในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ เรื่องวัฒนธรรมของตำรวจ จากการทำวิจัยสอบถามความเห็นของตำรวจ พบว่า ผู้บังคับบัญชาที่ดีในสายตาตำรวจ ไม่ใช่คนที่ทำงานตรง ซื่อสัตย์ แต่เป็นคนที่ใจถึง พึ่งได้ นับเป็นเรื่องน่ากังวลใจมากของ สตช. ... นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจุบันตำรวจลาออกไปประกอบอาชีพอื่นจำนวนมาก เพราะอาชีพอื่นเติบโตได้เร็วกว่า ไม่ต้องวิ่งเต้น และยังมีเงินเดือนและฐานะทางสังคมดีกว่า ... แต่ขอเรียกว่า “อัปรีย์ธรรม” เกิดจากความอัปรีย์กับจริยธรรม ยอมรับว่า ที่ผ่านมาโครงการอบรมจริยธรรมของตำรวจล้มเหลว เพราะดูจากการกระทำของตำรวจไม่ดีขึ้น ส่วนการเรียนการสอนในโรงเรียนตำรวจนั้น อยากตั้งข้อสังเกตว่า มีหลักสูตรเกี่ยวกับศีลธรรมหรือด้านศาสนาหรือไม่ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ควบคุมการใช้อำนาจตนเองไม่ให้เป็นไปโดยมิชอบ ... โดยยกเครื่องกระบวนการศึกษา การพัฒนาบุคลากรให้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพิ่มขึ้น รวมถึงปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ... ส่วนตำรวจที่ถูกการเมืองพันธนาการ จะต้องลุกขึ้นสู้ อย่าทำตัวเหมือนไก่ในเข่ง โดยเฉพาะการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ที่ชัดเจนว่า การเมืองเข้ามาแทรกแซง เพราะตำรวจอ่อนแอ ขณะที่เราพูดถึงตำรวจทำการละเมิด แต่ขณะเดียวกันตำรวจก็ถูกละเมิดจากการเมือง หากตำรวจไม่ปรับปรุงตัวเองก็จะถูกละเมิดต่อไป การเลือก ผบ.ตร. ที่ยังเลือกกันไม่ได้ ก็เป็นเพราะการช่วงชิงอำนาจ โดยใช้ฐานของตำแหน่งของ ผบ.ตร. ... ส่วนตำรวจที่เป็นใหญ่เป็นโต ชั้นสัญญาบัตรมีค่านิยมเดินตามนักการเมือง ดังนั้นไม่มีทางเลยที่การทำคดีต่างๆ ของพนักงานสอบสวนจะไม่ถูกแทรกแซงจาการนักการเมือง
พ.ต.ท.เกษมศานต์ กล่าวว่า ส่วนปัจจัยที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรมใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของตำรวจนั้น มีทั้งการได้รับเงินเดือนน้อย หาเทียบกับหน่วยงานด้านกระบวนยุติธรรมในระดับเดียวกัน การสมยอมระหว่างตำรวจกับผู้กระทำผิด ในลักษณะที่เรียกว่า “เมื่อมีการเสนอ จึงมีการสนอง”
พ.ต.ท.เกษมศานต์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ค่านิยมของตำรวจจบใหม่ มี 3 อย่าง คือ 1.ขอไปอยู่ตำแหน่งที่สามารถหาผลประโยชน์ได้มาก 2.ขอไปติดตามนาย เพราะก้าวหน้าเร็วกว่า 3.ประกอบอาชีพอื่นควบคู่ไปกับอาชีพตำรวจ
พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวว่า การใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตของตำรวจเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ซึ่งไม่อยากให้เรียกว่า เป็นวัฒนธรรมองค์กร
นายสุทิน นพเกตุ ประธานกรรมการสถาบันพิทักษ์และพัฒนาสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการใช้อำนาจเกินขอบเขตของตำรวจ ต้องทบทวนระบบความไม่เท่าเทียม
นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ กล่าวว่า วัฒนธรรมที่เป็นปัญหาสำคัญคือ ตำรวจชั้นประทวน หรือ ตำรวจที่ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน ไม่เจริญเติบโต ไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี