ได้อ่านวารสาร ถักทอสายใยแห่งความรู้ จากสคส. เล่มล่าสุดที่ท่าน CKO ฝากมาให้แล้ว เกิดความรู้สึกอยากเขียนบันทึกนี้ขึ้นมา เพราะในเล่มนี้มีเรื่องเล่าประสบการณ์การทำ KM ของท่าน CKO ของมหาวิทยาลัยถึง 4 แห่งคือ ม.วลัยลักษณ์, ม.นเรศวร, ม.สงขลานครินทร์และม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งจะพบว่าแนวทางในการดำเนินการของแต่ละแห่งนั้นแตกต่างกันค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ สิ่งที่ทำให้ต้องมีการจัดการความรู้ขึ้น ก็คือสิ่งที่เกิดมาจากคนทำงานแต่ละคนนั่นเอง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานมาเป็นเวลานานจนกระทั่งเกิดความรู้ฝังลึก ส่วนคนที่เพิ่งมาทำงานก็จะเป็นมุมมองที่เกิดจากการทำงาน สิ่งที่ได้รับจากการทำงานกับคนที่ทำงานมานานแล้ว

จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดกับทุกหน่วยงาน ทุกระบบการทำงาน ดังนั้นหากเราต้องการมีส่วนร่วมผลักดัน KM เราจะสามารถทำได้ทันที ทุกเมื่อ ไม่จำกัดสายงาน

ยิ่งเราเป็นคนเล็กเท่าไหร่ ก็ยิ่งง่ายเท่านั้น เพราะยิ่งเล็กๆคือเป็นคนหน้างาน ก็จะมีบทบาทในการทบทวนสิ่งที่ตนเองรู้และต้องการจะสอนคนอื่นที่ต้องมาทำงานแบบที่เราทำอยู่ ส่วนคนที่เป็นผู้ดูแลคนทำงานอีกที ก็จะเพิ่มการทบทวนวิธีการดูแลเข้าไปอีก นอกเหนือจากวิธีการทำงานโดยตรง ซึ่งสำหรับระดับนี้นั้นเราต้องการความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือทาง KM ต่างๆบ้างไม่ต้องมากมายนัก จึงจะทำให้สามารถจัดการความรู้ที่เกิดจากคนในความดูแลและตนเองได้ เช่น รู้จักเล่าเรื่อง เขียนเรื่องที่ตนเองรู้ออกมา

ในบทบาทสำหรับนอกหน่วยงาน เราก็สามารถจะช่วยได้โดยแสดงความคิดเห็นผ่านประสบการณ์ที่เรามองงานอื่นๆอย่างเป็นระบบ  หรือหากเรารู้จักเครื่องมือต่างๆทาง KM จนพอจะเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ เราก็สามารถช่วยได้ตรงจุดนั้น โดยไม่ต้องลงลึกถึงตัวองค์ความรู้ฝังลึกนั้นๆเอง

ส่วนผู้ที่จะทำให้เกิดการจัดเก็บความรู้ฝังลึกของแต่ละองค์กรก็คือ ผู้ที่รับบทเป็น ผู้บริหารองค์กรที่จะต้องระบุแนวทางขององค์กรให้แน่ชัด เพื่อให้ผู้บริหารระดับรองๆลงมา มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนั้นก็มีหน้าที่เอื้ออำนวยให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้คนทำงานภูมิใจในการทำงานของตนเอง ให้ความสำคัญกับความรู้ทุกระดับขององค์กร

สิ่งเหล่านี้จำเป็นและมีความสำคัญกับการพัฒนาประเทศของเรา น่าจะต้องขอบคุณสคส.ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญและปลุกแนวความคิดนี้ จนขยายกว้างไปถึงแทบทุกระดับ เพราะเมื่อการจัดการความรู้ยิ่งขยายวงมากขึ้นเท่าใด คลังความรู้ที่เราจะได้ต่อไปในอนาคตก็จะยิ่งครอบคลุมความรู้ฝังลึกจากทรัพยากรบุคคลที่เรามีมากเท่านั้น

นี่คือแนวคิดของตัวเองที่คงต้องรอการลปรร.กับชาว GotoKnow ท่านอื่นๆต่อไป พวกเราที่ได้ใช้ GotoKnow เป็นเครื่องมือในการทำ KM ทั้งต่อตนเองและคนรอบๆตัวคงจะมีแนวคิดต่างๆกันไปใช่ไหมคะ คิดว่า version ใหม่ของ GotoKnow คงช่วยให้เรามองอะไรๆได้ชัดขึ้น และมีเครื่องมือช่วยในการทำ KM มากยิ่งขึ้น