เพื่อนหลายคนและตัวเราเองคงจะมีคำถามในใจกันว่า ทำไมอาจารย์จะต้องให้เราไปวิปัสสนากรรมฐานด้วย มีดีอย่างไร และหลายคนรวมทั้งตัวเราก็รู้สึกไม่อยากไป เพราะจากคำเล่าของรุ่นพี่ที่อ้างถึงความน่าเบื่อหน่าย จึงทำให้เราหวั่นๆ กลัวว่าจะเบื่อมาก แต่สุดท้ายพอไปแล้วก็เบื่อจริงๆ แต่ทนได้ เพราะจากความเบื่อนี่แหล่ะ มันกลายเป็นบ่อเกิดแห่งสติปัญญา สิ่งสูงค่าสำหรับทุกคน

การวิปัสสนากรรมฐาน ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นเวลา 7 วัน 8 คืน มีทั้งความสุขและความทุกข์ควบคู่กันไป ความสุขก็คือการที่เราจะได้เรียนรู้ตัวเอง ได้สติพร้อมสมาธิ แต่ความทุกข์ที่เห็นอย่างได้ชัด ก็คงจะหนีไม่พ้น การงดเว้นการพูดคุย การคุยโทรศัพท์ ซึ่งมันทำให้เรามีความรู้สึกอึดอัดมาก แต่ก็ผ่านมาได้อย่างกระท่อนกระแท่น ที่ว่ากระท่อนกระแท่นก็เพราะว่า เราแอบคุยกับเพื่อนตอนกลางคืน ซึ่งวิทยาการบอกว่า ถ้าเราพูดคุยครั้งหนึ่ง สมาธิ สติที่เราได้วิปัสนากรรมฐานมาก็จะหายไป แต่เราไม่เชื่อ ก็มันอึดอัดนี่หน่า แต่ก็ยังทำได้นะ

บัลลังค์สุดท้ายของการวิปัสสนาเป็นบังลังค์ที่ดีที่สุดของเรา ได้ทั้งสมาธิและปัญญาพร้อมๆกัน รวมทั้งสติ ที่มันเกือบจะเสียเพราะการงดเว้นการพูด

เราก็มีความประทับใจ วิทยากรอยู่ท่านหนึ่งมากๆ ก็ไม่ถึงขั้นประทับใจอะไรมากหรอก แต่ว่าวิทยากรท่านนั้นทำให้เราขำตลอดเลย ท่านนั้นจะมีคำพูดที่ติดปากอยู่เสมอ จะต้องพูดในเกือบทุกประโยค เช่น "ต่อไปจากนี้" "ตราบนานเท่านาน" "มหาศาล" เวลาเรานั่งฟังวิทยากรเราก็จะคุยลุ้นอยู่ตลอดว่า ประโยคไหนที่เค้าจะไม่พูดคำเหล่านั้น มันก็ทำให้เราหายเครียดไปบ้าง แต่เวลาจะรับประทานอาหารแต่ละที เราก็กลับเบื่อเค้า เพราะว่า กว่าจะได้ทาน เราก็ต้องฟังเค้านั่งบ่นก่อน เราหิวจะตาย ทีแรกคิดว่าโชคดีที่เค้าจะอยู่กับเราแค่ถึงวันเสาร์ แต่ปรากฏว่าเค้าอยู่ถึงวันอาทิตย์เราต้องฟังเค้าพูดจนถึงวันอาทิตย์ แต่พอเอาเข้าจริง ตอนเค้าไม่อยู่กับเรา เรากลับคิดถึง เค้ามากๆ เพราะไม่มีใครมาพูดให้เราขำอีกแล้ว เวลารับประทานอาหารก็ไม่มีใครบ่น เรายังไม่ทันหิวก็รับประทานแล้ว และวิทยากรท่านนั้น ก็คือ ท่านอาจารย์จำเนียร ผู้น่ารักของเรา(เราชอบเรียกว่า ป้า)

ตอนเค้าอยู่ เราเบื่อ ตอนเค้าไม่อยู่ก็คิดถึง ก็ต้องขออโหสิกรรมท่านอาจารย์มา ณ ที่นี้ด้วย ที่บางครั้งก็ได้ล้อเลียนอาจารย์ แต่ที่ล้อเลียนก็เพราะรัก และชอบที่อาจารย์มีความเป็นห่วงเป็นใย สั่งสอนในสิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่เรา ไม่ว่าจะเป็นจังหวะต่างๆที่ใช้ในการฝึกเพื่อสร้างสติให้อยู่กับตัวเอง การกราบผู้ใหญ่ การหมอบกราบในหลวง และอื่นๆอีกมากมาย ท่านอาจารย์จะมีเรื่องมาเล่าให้พวกเราฟังทุกวันเสมอๆ ทำให้เราไม่ง่วงดี เพราะว่าต้องตื่นแต่เช้ามืด โชคดีที่มีท่านอาจารย์มาพูดให้ฟัง น้ำเสียงของอาจารย์ได้แทรกซึม ทะลุทะลวง ตกกระทบ หักเห ไปยังกระดูกค้อน ทั่ง โกลน ของเรา จนรู้สึกว่าได้ขึ้นไปถึงสมองของเราอย่างมาก กระทั่งเอาไปนอนฝันกันเลยทีเดียว

นอกจากวิทยากรแล้ว เราก็ยังมีเรื่องราวที่ประทับใจอีกมาก แต่ในทีนี้ขอเน้นเฉพาะธรรมบรรยายเรื่อง พระในบ้าน ได้สร้างความซาบซึ้งแก่เราเป็นอย่างมาก ถึงขั้นน้ำตาไหลไปตามๆกันทุกคน ทำให้รู้สึกว่าเรามีความกตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่ของเราอย่างมาก สิ่งใดที่ควรทำเราก็ทำแล้ว ก็เลยภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างมาก ที่ได้ตอบแทนบุญคุณของท่านตั้งแต่ตอนนี้ เราเชื่อเสมอว่าความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี และก็คิดอยู่ในใจเสมอว่า คุณพ่อกับคุณแม่ไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป และก็ไม่รู้ว่าจะมีวันพรุ่งนี้สำหรับเราหรือเปล่า การทำวันนี้ให้ดีที่สุด มันจะทำให้เราไม่เสียใจ หากเรายังไม่ได้ทำบางอย่าง เราเห็นตัวอย่างมาจากน้าของเรา เค้าไม่เคยดูแลคุณยายให้มีความสุขเลย ตอนนี้คุณยายล้มป่วยหนักมากๆๆๆๆ เราก็ยังไม่รู้ว่าจะมีวันพรุ่งนี้สำหรับคุณยายหรือไม่ และมันก็ทำให้น้าของเราสำนึกได้ แล้วก็มานั่งเสียใจว่า ถ้าเราดูแลท่านดีกว่านี้ ท่านก็จะไม่เป็นแบบนี้

การที่เราต้องกำหนดในทุกอิริยาบถ มันทำให้เราค่อนข้างจะเบื่อนะ แต่มันก็ช่วยลดความซุ่มซ่ามของเราได้มากมายทีเดียว และที่สำคัญ ตอนกลับบ้านไป เรายังกำหนดอยู่เลย เหมือนมันเป็นอัตโนมัติ ขนาดขึ้นรถเมล์ยังภาวนา ซ้ายขวา ซ้ายขวาอยู่เลย ตอนรับประทานอาหารก็ยังกำหนด เห็นหนอ อยากรับประทานหนอ จนอิ่มคนสุดท้ายของครอบครัว ทั้งๆที่แต่ก่อนเป็นคนแรก ทำให้เราทำอะไรช้าลงนิดหน่อย แต่ก็แฝงไว้ด้วยสติเสมอ

ตลอดระยะเวลาการฝึกอบรมทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะอดทนต่อสิ่งที่เราไม่อยากทำ ได้อดทนทำอีกหลายสิ่งหลายอย่าง อดทนต่ออาหารที่ไม่ชอบ เพราะเราไม่กินผัก แต่ก็ต้องกินตลอดทุกวัน ต้องฝืนใจตัวเอง โดยเฉพาะการเดินจงกรม เราจะต้องภาวนากันว่า อยากเดินหนอ ทั้งๆที่ใจเรามันบอกต้วเองว่า ไม่อยากเดินหนอ แต่ก็ต้องเดินหนอ ก็ยังดีที่บัลลังก์สุดท้าย เราได้เดินจงกรมแบบตัวใครตัวมัน ซึ่งเราก็ภาวนาอย่างที่ใจเราต้องการคือ ไม่อยากเดินหนอ แต่ต้องเดินหนอ ก็เลยรู้สึกสนุกขึ้นมา สรุปว่าวันสุดท้าย เป็นว้นที่เราได้ครบทุกอย่างจริงๆ

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบพระคุณ คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงดู และอบรมมาให้เป็นคนดี ที่ถือว่ามีศีลธรรม (อย่างน้อยก็ถือศีล 5 ได้ครบบ่อยๆ)  ครูอาจารย์ ที่ตอนแรกรู้สึกโกรธที่บังคับให้เราไปวิปัสสนา และวิทยากรทุกท่าน ที่ช่วยทั้งอบทั้งรมจิตใจให้มีสติ ให้เรียนรู้ที่จะทำอะไรแบบฝืนใจ ขอขอบพระคุณจากใจจริงๆค่ะ แต่ถ้ามีโอกาสหน้าก็ไม่อยากไปเหมือนเดิมแหล่ะ หุหุ

สติเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่ประมาท

สติเป็นมิตรที่ดีที่สุด

ดังนั้นทุกคนควรจะมีสติ นะจ๊ะ