"อโรมาเทอราปี"...แบบไทยๆ
การใช้น้ำมันเข้ามาช่วยในการบำบัดรักษาโรคชนิดต่างๆ นั้น เมืองไทยของเรามีภูมิปัญญาด้านนี้ได้รับเป็นมรดกสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แล้ว เช่น การนำน้ำมันที่สกัดได้จากพืชมาใช้ในการนวด แก้ปวดเมื่อย การประคบ การอบไอน้ำ
โดยเฉพาะการอบในกระโจมโดยมีสมุนไพรกลิ่น ต่างๆ ซึ่งสมุนไพรเหล่านั้นก็เป็นยาและมีคุณสมบัติในการรักษาอยู่ด้วย ช่วยสร้างความสบายของจิตใจและร่างกาย กระทั่งจวบจนถึงปัจจุบันได้มีการรื้อฟื้นภูมิปัญญาด้านนี้ขึ้นมา และได้ประยุกต์ให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ใช้อีกด้วย ซึ่งเรียกกันว่า “Thai Aromatherapy” สำหรับ Thai Aromatherapy ที่เด่นๆ ได้แก่

การประคบสมุนไพร
การ ประคบสมุนไพร หมายถึง การนำเอาสมุนไพรทั้งสดหรือแห้งหลายๆ ชนิดโขลกพอแหลกและคลุกรวมกัน ห่อด้วยผ้า ทำเป็นลูกประคม นึ่งด้วยไอความร้อนและนำไปประคบบริเวณที่ต้องการ
ตัวยาสมุนไพรที่ใช้ทำลูกประคบ
1. ไพล 500 กรัม
2. ขมิ้นชัน 100 กรัม
3. ผิวมะกรูด 100 กรัม
4. ตะไคร้บ้าน 200 กรัม
5. ใบมะขาม 100 กรัม
6. ใบส้มป่อย 50 กรัม
7. เกลือ 60 กรัม
8. การบูร 30 กรัม
9. พิมเสน 30 กรัม
อุปกรณ์ในการทำลูกประคบ
1. เขียน 1 อันและ มีด 1 เล่ม
2. ตัวยาสมุนไพรรวมที่ใช้ทำลูกประคบ
3. ผ้าดิบสำหรับห่อทำลูกประคบ 2 ผืน และเชือก 2 เส้น ยาว 1 เมตร
4. หม้อนึ่งลูกประคบ
5. กะละมัง ถุงมือ ผ้าขนหนู
6. จานรองลูกประคบ
วิธีทำลูกประคบ
1. ล้างสมุนไพรให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกพอแหลก
2. ใส่เกลือ พิมเสน การบูร คลุกให้เข้ากัน แบ่งเป็น 2-3 ส่วน
3. นำสมุนไพรที่แบ่งไว้มาใส่ผ้าห่อเป็นลูกประคบรัดด้วยเชือกให้แน่น
4. นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งไอน้ำให้ร้อน
5. นำไปประคบบริเวณที่ต้องการ
ขั้นตอนการประคบ
1. จัดทำผู้ป่วยให้เหมาะสมในท่านั่งหรือนอน
2. นำลูกประคบที่นึ่งจนร้อนมาทดสอบความร้อน โดยแตะที่ท้องแขน หรือหลังมือก่อนนำไปประคบ
3. ในการประคบต้องทำด้วยความรวดเร็วในขณะที่ลูกประคบกำลังร้อนเมื่อลูกประคบเย็นลงจึงวางลูกประคบไว้ได้นานขึ้น
4. เมื่อลูกประคบคลายความร้อนจึงเปลี่ยนลูกประคบอีกลูกหนึ่งแทน
ประโยชน์ของการประคบสมุนไพร
- ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย
- ช่วยลดอาการบวม อักเสบของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ
- ลดอาการเกร็งของกร้ามเนื้อ
- ช่วยให้กล้ามเนื้อ พังผืด ยืดตัวออก
- ลดอาการติดขัดของข้อต่อ
- ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
- ลดอาการปวด
ข้อควรระวังในการประคบ
1. ห้าม ใช้ลูกประคบที่ร้อนเกินไป โดยเฉพาะกับบริเวณผิวหนังอ่อนๆ หรือบริเวณที่เป็นแผลมาก่อน ถ้าจำเป็นต้องประคบควรมีผ้ารองหรือรอจนกว่าลูกประคบจะคลายความร้อนลง
2. ควร ระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อัมพาต เด็ก และผู้สูงอายุเนื่งจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีการตอบสนองความรู้สึกร้อนช้า อาจทำให้ผิวหนังพองได้ ถ้าจำเป็นต้องประคบ
ให้ใช้ลูกประคบอุ่นๆ
3. ไม่ควรใช้ลูกประคบกรณีที่มีการอักเสบใน 24 ชั่วโมงแรก เพราะอาจทำให้การอักเสบมากขึ้น ควรประคบด้วยความเย็นก่อน
4. หลังจากประคบสมุนไพรแล้ว ไม่ควรอาบน้ำทันที เพราะจะไปชะล้างตัวยาออกจากผิวหนัง และร่างกายอาจปรับตัวไม่ทัน
การเก็บรักษาลูกประคบ
ลูก ประคบสามารถใช้ได้นาน 3-5 วัน (กรณีใช้คนเดียว) ควรเก็บไว้ในตู้เย็นจะทำให้เก็บได้นานขึ้น ถ้าลูกประคบที่ใช้ไม่มีสีเหลือง การใช้จะไม่ได้ผลควรเปลี่ยนใหม่
การอบสมุนไพร
การอบ สมุนไพร, เป็นข้อยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่า ประเทศไทยของเรามีภูมิปัญญาด้านการรักษาสุขภาพมาอย่างยาวนาน นับเป็นความเฉลียวฉลาดของคนไทยสมัยโบร่ำโบราณ ที่
สามารถนำเอาส่วนหนึ่ง ส่วนใดของพืช เช่น ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ดหรือเป็นสารสกัดที่ได้จากพืช หลายชนิดที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและมีราคาถูก มาต้มรวมกันจนเดือด ไอน้ำ น้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในสมุนไพร สามารถซึมผ่านผิวหนังและถูกสูดดมเข้าไปกับระบบหายใจ
ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพและสามารถบำบัดรักษาโรคต่างๆ ได้อีกหลายชนิด คือ
1. โรคภูมิแพ้
2. โรคหอบหืด ในระยะที่ไม่มีการรุนแรง
3. เป็นหวัด น้ำมูไหลแต่ไม่มีการแห้งตันของน้ำมูก
4. โรคที่ไม่ได้เป็นการเจ็บป่วยเฉพาะที่ หรือเป็นเฉพาะที่มีแต่มีหลายตำแหน่ง เช่น อัมพาต ปวดเมื่อยตามร่างกาย
5. โรค หรืออาการบางอย่าง เช่น ยอก โรคเรื้อรังต่างๆ อาทิ โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ อาจต้องใช้ การอบสมุนไพร ร่วมกับการรักษาอื่นๆ ตามความเหมาะสม เช่น หัตถเวชกรรม
ประคบสมุนไพร
6. การส่งเสริมสุขภาพ และมารดาหลังคลอดบุตร
สำหรับสมุนไพรที่ใช้ในการอบนั้น มักไม่จำกัดชนิดของสมุนไพรสดอาจเพิ่มหรือลดชนิดตามความต้องการในการใช้ ประโยชน์ และยากง่ายในการจัดหา และถ้าหากตัวยาสมุนไพรได้ไม่ครบทุกตัว สมารถดัดแปลงเอาสมุนไพรที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแทนกัน ได้
สมุนไพรที่จะนำมาใช้ถ้าเป็นแบบสดจะดีกว่าแบบแห้ง ถ้าไม่สะดวกที่จะเก็บแบบสดสามารถเก็บแบบแห้ง แต่ถือหลักว่าควรมีสมุนไพรครบทั้ง 4 กลุ่มคือ
กลุ่ม 1 สมุนไพรที่มีกลิ่น
กลุ่ม นี้มีสาระสำคัญที่ออกฤทธิ์เป็นน้ำมันหอมระเหย ซึ่งช่วยรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคผิวหนัง ปวดเมื่อย หวัดคัดจมูก ตัวอย่างเช่น ไพล ขมิ้นชัน การใช้สมุนไพรสดควรเปลี่ยนถ่ายทุกวัน มิฉะนั้นอาจเน่า เกิดกลิ่นเหม็น แต่สมุนไพรแห้งอาจใช้ต่อเนื่องได้ 3-5 วัน
กลุ่ม 2 สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว
กลุ่มนี้มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งช่วยชะล้างสิ่งสกปรก และเพิ่มความต้านทานโรคให้กับผิวหนังตัวอย่างเช่น ใบมะขาม ใบและฝักส้มป่อย
กลุ่ม 3 เป็นสารประกอบที่ระเหิด
ได้เมื่อถูกความร้อนและมีกลิ่นหอม เช่น การบูร พิมเสน
กลุ่ม 4 สมุนไพรที่ใช้รักษาเฉพาะโรค
เช่น ต้องการรักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน ควรใช้ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นต้น
วิธีการอบสมุนไพร
นำ สมุนไพรมาล้างให้สะอาดหั่นและตำพอแหลกใส่ในหม้อหุงข้าวประมาณ 1 ใน 4 เติมน้ำไป 3 ใน 4 ของหม้อ นำไปต้มให้เดือดแล้วนำหม้อหุงข้าวใส่ในกระโจมโดยไม่ต้องถอดปลั๋กค่อยๆ แง้มฝาหม้อให้ไอน้ำออกมาสม่ำเสมอ
ผู้อบควรใส่เส้อผ้าให้น้อยชิ้น และใช้เวลาในการอบประมาณ 10-15 นาที เมื่อออกมาแล้วควรนั่งพักเพื่อให้เหงื่อแห้งก่อนไปอาบน้ำและควรดื่มน้ำที่ สะอาดหลังการอบด้วย
หรือถ้าหากทำเป็นรูปห้องอบสมุนไพรที่ได้มาตรฐาน มีรายละเอียดดังนี้คือ
1. ขนาดของห้อง ควรมีขนาด 1.9 x 1.9 x 2.3 เมตร เพื่อไม่ให้คับแคบเกินไปสามารถให้บริการได้ครั้งละ 3-4 คน
2. พื้น และฝาหนัง ควรเป็นพื้นปูนขัดหน้าเรียบ ช่วยให้ง่ายต่อการทำความสะอาด หรืออาจบุด้วยกระเบื้องเคลือบ ช่วยให้สวยงามและทำความสะอาดได้ง่ายเช่นกัน
3. ประตูห้อง ควรปิดมิดชิดแต่ไม่มีการล็อคกลอนจากด้านใน อาจเจาะเป็นช่องกระจกที่สามารถมองจากภายนอกเห็นภายในห้องได้
4. จำนวนห้องควรมีอย่างน้อย 2 ห้อง เพื่อแยกให้บริการสำหรับเพศชายและหญิง
5. เครื่องใช้สำหรับห้องอบได้แก่
- ม้านั่งยาว 1 ตัว
- เทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดอุณหภูมิภายในห้องอบอุณหภูมิ 42-45 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถตรวจสอบอุณหภูมิได้ที่ภายนอกห้อง
- นาฬิกาจับเวลา ซึ่งสามารถตั้งเวลาได้
- เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความดันโลหิต ปรอทวัดไข้
- หม้อ ต้มน้ำไฟฟ้า ที่มีตะแกรงเติมและเปลี่ยนถ่ายสมุนไพรได้สะดวก มีเครื่องชี้วัดระดับน้ำภายในหม้อต้มและสามารถควบคุมการปล่อยไอน้ำที่มีต่อ ท่อไปยังห้องอบได้ตามความเหมาะสม
- พัดลมดูอากาศ เพื่อช่วยการระบายอากาศภายในห้องอบหลังการใช้
ข้อควรระวังในการอบสมุนไพร
1. ห้ามอบขณะมีไข้สูง เพราะอาจมีการติดเชื้อโรคต่างๆ
2. ผู้ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงไม่ควรอบ
3. ผู้ที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ไม่ควรอบคือ โรคไต โรคปอด โรคลมบ้าหมู ตกเลือด ท้องเสียอย่างรุนแรง
4. ในขณะอบถ้ารู้สึกแน่นอึดอัดหายใจไม่สะดวกควรหยุดทันที
5. ไม่ควรอบนานเกินไป เพราะร่างกายจะเสียน้ำและเกลือแร่ออกทางเหงื่อมากเกินไป
การ บำบัดแบบใช้กลิ่นของไทยนั้นสามารถทำเองได้ไม่ยาก และมีผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย ถึงกระนั้นก็ตาม การใช้น้ำมันเข้ามาช่วยในการบำบัดโรคชนิดต่างๆ ตามรูปแบบของไทย หรือ ที่เรียกว่า “Thai Aromatherapy” นี้ ยังไม่ได้รับความนิยมจากชาวต่างประเทศอย่างแพร่หลายนัก เนื่องจากเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้สำหรับการอบ หรือการประคบสมุนไพรยังไม่ได้มาตรฐาน และประยุกต์ให้เป็นสากล
ดัง นั้นหากท่านผู้อ่านต้องการที่จะขยายฐานของกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าชาวต่างประเทศน่าจะมีการประยุกต์ให้เข้ากับรูปแบบของสากล และได้มาตรฐาน ก็คงจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น
อาบน้ำสมุนไพรเพื่อบำรุง
เมื่อพูดถึงเรื่องการอาบน้ำแล้ว ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชีวิตประจำวันของคนที่อยู่ในประเทศที่มี อากาศร้อน ตามปกติมักจะอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เว้นแต่ในวันที่มีอากาศร้อนอบอ้าวอาจจะอาบมากกว่านี้ การอาบน้ำจะช่วยให้ผ่อนคลายความเหนียวเหนอะหนะ หมดเหงื่อไคล ได้รับความชุ่มชื่น ผ่อนคลายความตึงเครียดเมื่อขึ้นจากน้ำแล้ว จะรู้สึกประปรี้กระเปร่าสดชื่น อารมณ์ดี
บางครั้งการอาบน้ำกลับ กลายเป็นยาขนานเอก ที่ช่วยรักษาโรคบางอย่างให้หายได้ หญิงโบราณนิยมทำน้ำที่เข้าด้วยเครื่องสมุนไพรอาบหลังจากการคลอดบุตร ซึ่งยอมรับว่าเมื่ออาบแล้วรู้สึกเบาตัวและโล่ง อย่างบอกไม่ถูก ส่วนผสมที่นำมาต้มและผสมน้ำอาบนั้น แล้วแต่ความนิยมที่จดจำกันต่อๆ มา เท่าที่ทราบก็มีเครื่องสมุนไพรดังนี้
ตะไคร้ ใบมะขามหรือใบส้มป่อย การบูร ผักปรัง ฝักคูนแห้ง ดอกปีบ ดอกคำฝอย ตามส่วนมากน้อยมาต้มผสมน้ำอาบ
บางอย่างก็ใช้การอาบน้ำเป็นการรักษาโรค เช่น ใช้ใบมะขามต้มกับใบส้มผ่อย สระหัวเด็กและอาบ ทำให้ตัวสะอาดและหายเป็นหวัด ใช้ใบมะขามต้มกับหัวหอมอาบในระยะฟื้นไข้จะช่วยให้แข็งแรง ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อถือ
บางคนนิยมอาบน้ำที่ไหลผ่านไปมา เพราะกระแสน้ำจะช่วยให้เลือดในกายไหลหมุนเวียน คนไทยนิยมใช้ขันตักน้ำอาบจากตุ่ม ต่อมามีความเจริญมากขึ้นใช้อาบน้ำจากฝักบัว และบางบ้านก็มีอ่างอาบน้ำไว้สำหรับลงแช่ แต่สำหรับชาวบ้านยังนิยมอาบในแม่น้ำลำคลองหรือใช้ขันตักอาบ และที่สามารถมีอ่างอาบน้ำไว้อาบก็มีจำนวนไม่น้อย
มีความเชื่อกัน ว่าการได้ลงไปนอนแช่น้ำอยู่ในอ่างอาบน้ำ จะช่วยผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกายให้หายตึงเครียด ช่วยให้สดชื่นเป็นหนุ่มเป็นสาว บางคนก็ชอบอาบในน้ำอุ่นสลับกับน้ำเย็น ร่างกายจะเย็นสบาย พอขึ้นจากน้ำก็ห่มผ้าเช็ดตัวจะทำให้หมดกังวล
ช่วงระยะเวลาในการอาบน้ำของบางคนนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด ผสมเล็กน้อย ค่อยๆ ตักอาบอย่ารีบร้อน ถูสบู่ให้ทั่ว กระแสน้ำที่ไหลผ่านกายจะช่วยดึงดูดเอาความเหนื่อยเมื่อยล้าให้หายไปราวกับ ปลิดทิ้ง ถ้าหากมีอ่างอาบน้ำและได้ลงไปแช่ก็จะมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน
ความนิยมในเรื่องกายอาบน้ำนั้นมีมานาน แม้ในปัจจุบัน ก็ได้ค้นหาวิธีที่จะได้รับประโยชน์จากการอาบน้ำ ด้วยการนำเครื่องสมุนไพรต่างๆ มาผสมในน้ำอาบหรือเอามาต้มแล้วนำเอาน้ำมาผสมในน้ำอาบ เพื่อให้น้ำที่ผสมเครื่องสมุนไพรช่วยบำบัดอาการต่างๆ วิธีการอาบน้ำด้วยส่วนผสมของเครื่องสมุนไพร คงจะปฏิบัติกันมานมนานแล้ว คงไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น
การนำเอาวิธีการอาบน้ำ ด้วยเครื่องสมุนไพรตามส่วนผสมที่จะนำมากล่าวนี้ บางวิธีก็เห็นจะนำมาปฏิบัติไม่ได้ เพราะเครื่องสมุนไพรที่กล่าวมานี้ไม่สามารถจะหาได้ในประเทศไทย แต่ที่นำมาเขียนก็เพื่อประดับความรู้ไว้ ถ้าหากจะพอหาได้ก็จะได้ทดลองทำดูการได้รู้ไว้หลายๆอย่าง ไม่ว่าอย่างของคนไทยเราที่เคยทำมาแล้ว ซึ่งก็ไม่น้อยหน้ากว่าคนในประเทศอื่น จะทำให้เพิ่มพูนความรู้ของคุณผู้หญิงมากขึ้น คงไม่เสียเปล่าหรอกนะคะ
ผสมน้ำอาบให้มีความรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนดอกไม้ที่หอมหวล อบอวล และสดชื่น มีส่วนผสมดังนี้
-น้ำหอมลาเวนเดอร์ 1 ถ้วยตวง
-น้ำของผิวเปลือกส้ม ½ ถ้วยตวง
-น้ำเครื่องสมุนไพร 1 ถ้วยตวง
นำ เอาส่วนต่างๆ ที่กล่าวนี้ผสมลงในน้ำที่เตรียมไว้สำหรับอาบ ถ้าคุณมีอ่างอาบน้ำก็ลงไปแช่ขัดฉวีวรรณหลังจากอาบแล้วคุณจะรู้สึกสดชื่น เหมือนได้ดมกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวน ผิวพรรณจะนุ่มนวลผุดผ่องน่าพิศมัย ด้วยน้ำจากผิวส้มจะช่วยเคลือบร่างของคุณทั่วสรรพางค์ ทำให้มองดูมีชีวิตชีวาน่าสัมผัส
ส่วนผสมของน้ำเครื่องสมุนไพร
-ใบกุหลาบป่า
-เปลือกตะไคร้บกขาว
-ใบสะระแหน่
-เปลือก woodruff (เป็นต้นไม้ที่ใช้ทำน้ำหอมและสุรา)
-เปลือกต้น rosemary (ต้นไม้เตี้ยๆ ชนิดหนึ่งใบใช้ทำน้ำหอม)
-ต้น sage (ไม้จำพวกผกากรองมีกลิ่นหอม)
-กานพลูบดละเอียด น้ำมันงา น้ำมะนาวเล็กน้อย
นำ ส่วนผสมที่กล่าวมานี้ ใส่หม้อเหล็กเคลือบต้มแล้วรินเอาน้ำที่ได้เก็บไว้ในภาชนะที่เป็นหินแล้วเก็บ ไว้ในตู้เย็น สามารถใช้ผสมน้ำอาบได้ 4 ถึง 5 ครั้ง
ผสมน้ำอาบให้มีกลิ่นเกสรดอกไม้และกลิ่นน้ำผึ้ง
สำหรับ ส่วนผสมนี้ใช้กับผู้ที่มีผิวแห้ง มีดอกส้มป่อย ดอกส้ม ดอกไม้ตูมที่มีกลิ่นหอมเกสรดอกไม้แห้งนานาชนิด อย่างละ ¼ ถ้วยตวง แช่ลงในน้ำ 12 นาที แล้วนำเอาน้ำมาผสมในน้ำอาบ เมื่ออาบเสร็จแล้ว คุณจะรู้สึกว่าผิวกายมีกลิ่นหอมรวยรินคล้ายกลิ่นเกสรดอกไม้ เป็นที่ประทับใจสำหรับผู้ใกล้ชิด
ผสมน้ำอาบให้มีความรักนิรันดร
ส่วน ผสมมี ดอกกุหลาบตูม ใบส้มป่อย ดอกส้ม ดอกไม้ตูม ดอกมะลิ ดอกโรสแมรี่ เปลือกเมลท็อล อย่างละ 1 ออนซ์ กลิ่นชะมด ½ ช้อนชา
นำ เอาส่วนผสมเคี่ยวในหม้อเหล็กเคลือบใส่น้ำ 1 ออนซ์ เคี่ยว เคี่ยวรุม ๆ 10 นาที ยกหม้อขึ้นจากเตาไฟ ปล่อยให้เครื่องสมุนไพรจมอยู่ก้นหม้อ แล้วรินน้ำที่อยู่ตอนบนผสมลงในอ่างอาบน้ำที่มีเต็ม หยดไขหลาวาฬที่ใช้ทำน้ำหอม 20 หยด แช่ลงไปทั้งตัวจนถึง คอ แช่นานเท่าใดตามใจปราถนา แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนกับว่า ความรักที่แสนสดชื่นกำลังเริ่มต้น อย่างมีชีวิตชีวา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้จะทำให้อารมณ์ของคุณอ่อนไหวเร้าใจแสนเป็นสุข
นำเอาน้ำเครื่องสมุนไพร ที่เหลือเก็บไว้ในโถเคลือบมีฝา ปิดเก็บไว้ในตู้เย็นและสามารถนำมาผสมน้ำอาบไปอีก
น้ำอาบที่มีกลิ่นหอมเหมือนอยู่ในสวนส้ม (สำหรับผู้ที่ผิวเป็นน้ำมัน)
สำหรับ เครื่องสมุนไพรที่ใช้ผสมน้ำอาบมีดังนี้ ตะไคร้ ดอกส้มตูมๆ ใบสะระแหน่เปลือกต้นสนุ่นขาว ใบเฮเซล อย่างละ 1 ถ้วย ผสมใส่ในหม้อเหล็กเคลือบเติมน้ำ 1 ออนซ์ เคี่ยวเดือดประมาณ 5 นาที แล้วรินเอามาผสมในอ่างอาบน้ำ ถ้าหากคุณจะชำระร่างกายด้วยน้ำฝักบัวเสียก่อนแล้วจึงมาแช่ในอ่างน้ำที่ เตรียมไว้ คุณจะรู้สึกสดชื่นเบาตัว เมื่อขึ้นจากน้ำเช็ดน้ำให้แห้งแล้วผิวของคุณจะเนียนละมุน ไม่เป็นน้ำมัน
น้ำอาบที่ช่วยให้คุณรู้สึกเป็นสุขและมีความสงบ
ในวันที่คุณรู้สึกว่าได้สมบุกสมบันกับชีวิต จนเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเปลี้ยวมากที่สุดให้ผสมน้ำอาบในอ่างด้วยส่วนผสมเหล่า นี้อย่างละกำมือ ดอกไม้ป่าสีเหลือง ลาเวนเดอร์ 1 ถ้วยตวง เปลือกต้นฮ้อบ รากของหญ้าเจ้าชู้ เมื่อคุณลงไปแช่อยู่ในน้ำคุณจะรู้สึกว่าร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็ม ที่ ประสาททุกส่วนคลายความตึงเครียด ควรนอนนิ่งๆ แช่อยู่ประมาณ 30 นาที รับรองว่าเมื่อคุณขึ้นจากน้ำแล้วคุณจะกระปรี้กระเปร่าลืมความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้าเสียสิ้น
ที่คุณอ่านมาจนจบถึงตอนนี้
อาจ จะรู้สึกว่าเป็นการฟุ่มเฟือยเกินไป เพื่ออาบน้ำฟอกสบู่ก็พอแล้ว แถมสบู่ก็แพงจนแทบจะไม่ได้ฟอกตัวอยู่แล้ว ยังจะมาคิดอาบน้ำเครื่องสมุนไพรอีก เห็นจะไม่มีทางจริงค่ะ แต่สำหรับผู้ที่สามารถกระทำได้ ถ้าไปอาบตามร้านก็คงจะเสียนเงินมากและไม่เป็นการประหยัด ที่นำมาเสนอแนะนี้ก็เพื่อให้คุณแม่บ้านได้รู้วิธีที่จะเสริมความสวยให้กับ ตัวเอง และไม่ฟุ่มเฟือยนัก และอย่างน้อยก็เป็นความรู้เพื่อประดับสติปัญญาไว้บ้าง และถ้ามีเวลาและโอกาสอาจจะผสมน้ำอาบลองแช่ดูบ้าง เป็นเรื่องที่น่าจะทำดู
“ชาเขียว-ขิง” ยาชั้นดี
ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น ทำจากใบสดของต้นชาพันธุ์คามิลเลียไซเนนซิส (Camellia sinensis) การทำชาดำโดยทั่วไปนั้น ใบชาจะถูกนำมากองรวมกันเพื่อบ่มให้ระอุและเกิดความชื้น อันเป็นกระบวนการหมักธรรมชาติที่ทำให้ใบชาเปลี่ยนเป็นสีเข้ม และเปลี่ยนกลิ่นรสไป เมื่อไม่นานมานี้นักวิจัยทางการแพทย์ได้ค้นพบว่าชาเขียวให้คุณประโยชน์ต่อ สุขภาพนานาประการ เนื่องจากชาเขียวมีสารกลุ่มแคเตชิน (catechins) อันเป็นกลุ่มสารประกอบที่ส่วนใหญ่จะถูกทำลายจากกระบวนการหมักชาดำ
ส่วนชาอูล่งเป็นชาที่ได้ระหว่างชาเขียวกับชาดำ เพราะจะผ่านการบ่มชั่วระยะสั้นๆ ทำให้มีสี กลิ่น และสารแคเตชินอยู่ในปริมาณพอเหมาะ แคเตชินช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยเสริมการสันดาปไขมัน และชาเขียวยังช่วยต่อต้านมะเร็งและต่อต้านแบคทีเรียด้วย
ชาทุกชนิดจะมีสารทีโอฟิลลีน (theophyline) ซึ่งคล้ายกับกาแฟอีน หากดื่มเข้าไปมากๆ ก็จะเป็นสารกระตุ้น และอาจติดได้เหมือนติดกาแฟ หากดื่มแต่พอประมาณ ชาเขียวซึ่งมรสขื่นๆ เล็กน้อย แต่กลิ่นหอมนุ่มนวลจะเพิ่มความรื่นรมย์และเสริมสุขภาพได้
ขิง (Zinggiber officinale)
เป็น สมุนไพรปรุงอาหารที่มีประสิทธิภาพรักษาและป้องกันโรคมานับตั้งแต่สมัยโบราณ แพทย์แผนจีนและอินเดียยอมรับนับถือว่าขิงเป็น “ยาชั้นดี” ที่ใช้ผสมเพื่อสะเทินฤทธิ์ของพิษต่างๆ และปัจจุบันนี้คนทั่วโลกต่างเห็นคุณค่าของขิง ว่าทำให้ร่างกายอบอุ่น และช่วยย่อยอาหาร ลดอาหารปั่นป่วนในกระเพาะ และลดอาการปวดทั้งหลายได้
ขิงมีองค์ประกอบทางเคมีมากมายและซับซ้อน เฉพาะที่ศึกษาพบแล้วก็มีสารประกอบกว่า 400 ชนิด ซึ่งร่วมกันทำให้เกิดกลิ่น รส และปฏิกิริยาทางชีวภาพเฉพาะตัวของขิง งานวิจัยส่วนใหญ่จะมุ่งศึกษาสารเคมี 2 กลุ่ม คือ
-จิงเจอรอล (gingerols)
-โชโกล (shogaols)
ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีกลิ่นและรสชาติจัดจ้าน นอกจากนี้ “เหง้า” ขิงยังมีเอมไซม์และสารต้านอนุมูลอิสระบางอย่างซึ่งอาจเป็นสาระสำคัญในขิงก็ เป็นได้
ขิงมีประโยชน์ต่อระบบการย่อยอาหารอย่างชัดเจนทีเดียว กล่าวคือ ขิงช่วยย่อยโปรตีน ช่วยแก้อาหารคลื่นเหียนวิงเวียนและเมารถเมาเรือ ช่วยให้เยื่อบุกระเพาะและหลอดอาหารแข็งแรง จึงช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะลำไส้ได้ และยังช่วยต่อต้านพยาธิในลำไส้ด้วย
อาหารจีนมากมายหลายตำรับใช้ขิงสดเป็นตัวประกอบสำคัญ เพราะเชื่อว่าขิงสดจะช่วยปรับคุณสมบัติที่ไม่พึงประสงค์ของเครื่องปรุงอย่าง อื่น โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และปลา ซึ่งอาจทำให้อาหารไม่ย่อย
การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับขิงอีกด้านหนึ่งคือ ศึกษาถึงผลต่อการผลิต “ตัวนำปฏิกิริยาทางชีวภาพ” ที่เรียกว่าไอโคซานอยด์ ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดการบำบัดโรคและภูมิคุ้มกัน ร่างกายสังเคราะห์สารประกอบที่สำคัญเหล่านี้ได้จากกรดไขมันที่จำเป็น และใช้สารนี้ในการควบคุมการทำงานหลักๆ ของเซลล์
โดยจัดแบ่งไอโคซานอยด์ออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ
-โพรสแตกแลนดิน (prostaglandins)
-ทรอมบ็อกแซม (thromvoxanes)
-ลิวโคไทรน์ (leukotrienes)
ไอโคซานอยด์ทั้งสามกลุ่มนี้กำลังอยู่ระหว่างศึกษาวิจัยอย่างละเอียด หากการสังเคราะห์และการใช้ไอโคซานอนด์เป็นไปโดยไม่สมดุล จะเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยที่พบกันบ่อยหลายชนิด ตั้งแต่ข้ออักเสบและแผลในกระเพาะลำไส้ ไปจนถึงการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวายและหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ ขิงจะช่วยปรับสภาวะเหล่านี้ให้บรรเทาลง จนทำให้เกิดการอักเสบลดลง และลดการเกาะตัวของเลือดได้
ที่มา http://www.handbtoday.com/