"เวลาข้ามถนนต้องมีสติ"
 
 
            ขอเล่าเรื่องประทับใจคั่นเวลาเดินทางไกลกับไทอาหมสักเรื่อง เป็นการเดินทางในกรุงเทพฯ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับฉัน

 

            ฉันมักจะภูมิใจในตัวเองเสมอ เมื่อใครๆ ต่างบอกว่าฉันเป็นคนมีบุญ มักจะได้รับการดูแลที่ดีเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะต่างบ้านต่างเมือง หรืออยู่ในเมืองไทย เวลานึกอยากได้ อยากกินอะไร นึกๆๆ อยู่สักพักก็จะได้สิ่งของเหล่านั้น  ไม่คนเอามาให้  ก็เดินไปเจอและได้มาโดยบังเอิญ เวลาคิดถึงใครๆ ก็แค่คิดถึงๆๆ ๆเดี๋ยวคนนั้นก็โทรมาหา หรือไม่ก็แวะมาเจอโดยไม่ได้นัดหมาย  บางทีก็มีเหตุให้ต้องไปเจอกันจนหายคิดถึง

 

             จะว่าไปแล้ว ชีวิตก็ดูดีออกจะตายไป เวลาเกิดเหตุการณ์คับขัน หรืออะไรที่จวนตัวก็จะมีคนมาช่วยไว้ได้ทันท่วงทีเสมอ เวลาจะเกิดเหตุร้ายๆ ก็มีอันแคล้วคลาดไปเสียทุกครั้ง ดูเหมือนปาฏิหาริย์ เช่นเรื่องง่ายๆ ว่า ฉันกำลังรอรถเมล์อยู่ เมื่อรถสายที่ต้องการวิ่งมาถึง ฉันรีบถลาออกไปยืนโบก คนขับกลับไม่ไยดี ขับเลยไปต่อหน้าต่อตา  สักพักคันใหม่มา คนขับจอดให้แต่โดยดี แม้ไม่ได้โบก  นั่งๆ ไปสักครู่ โน่นไง รถคันที่ไม่จอดรับฉัน จอดตายสนิทอยู่กลางถนน ผู้โดยสารทั้งหลายต้องมาแออัดอยู่ในรถคันเดียวกับฉัน

 

              มีอยู่วันหนึ่งจะไปเยาวราช รอรถเมล์จนหน้าดำ รถก็ไม่มา พอมาก็คนแน่น ไม่สามารถขึ้นได้ อีกคันมาก็ขับออกเลนส์ขวาเสียนี่ เรียกแท็กซี่ก็บอกว่าจะรีบไปส่งรถ สรุปฉันหมดแรงบันดาลใจจะไป  เดินกลับบ้าน ไปนอนดูทีวีดีกว่า พอเอนหลังลงนอนดูทีวี ข่าวด่วนมาแทรกว่าไฟไหม้ย่านเยาวราช  ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่เป็นอันขาด จนฉันออกจะเชื่อว่าตัวเองเป็นคนมีบุญจริงๆ

 

             แต่คนมีบุญอย่างฉันก็มักจะมีกรรมบังเสมอๆ มีหลายเรื่องที่ฉันทำไม่ได้ และไม่สามารถทำได้ แม้จะพยายามเพียงใด เรื่องแรกคือการข้ามถนน เวลาจะข้ามถนนแต่ละครั้งต้องเดินหาสะพานลอยจนขาลาก ไม่ก็เดินหาตำรวจ หาคนอื่นๆ ที่จะข้ามไปเป็นเพื่อน บางครั้งก็หาคนตาบอดเพื่อจะพาคนตาบอดข้ามถนน อย่าคิดว่าฉันเขียนผิด แม้ว่าจะข้ามถนนคนเดียวไม่ได้ แต่ถ้าพาคนตาบอด หรือคนเฒ่าคนแก่ข้ามถนนนี่ฉันทำได้ แปลกไปอีกแบบ

 

             วันนั้น นานมาแล้วฉันพบเรื่องราวประทับใจไม่รู้ลืม เหตุเพราะฉันต้องไปธุระอะไรสักอย่างแถวกรมประชาสัมพันธ์เก่า ที่อยู่ตรงทางเข้าไปบางลำพู พอทำธุระเสร็จแล้ว จะต้องข้ามถนนกลับ ถนนก็เส้นเล็กนิดเดียว มีแค่สองเลนส์ แต่ฉันข้ามไม่ได้ รอคนอื่นๆ ก็ไม่เห็นมีใคร  ฉันจดจ้องอยู่นานจนสิ้นหวัง (อยากจะเอาใบปริญญาบัตรไปคืนมหาวิทยาลัยทั้งศิลปากรและธรรมศาสตร์ ก็ทำไม่ได้ เพราะต้องข้ามถนนไปคืนนี่แหละ อุตสาห์เล่าเรียนมาตั้งมากมาย แต่ข้ามถนนไม่เป็น อาจเพราะมหาวิทยาลัยไม่เปิดสอนวิชาว่าด้วยการข้ามถนนอย่างมีศิลปะก็ได้)

 

              ขณะสิ้นหวัง ทอดอาลัยตายอยาก ภาวนาให้มีใครสักคนมาข้ามถนนเป็นเพื่อน  ครั้นจะเรียกแท็กซีก็เป็นวันเวย์ ข้างที่ฉันยืนเรียกไม่ได้อีก เวรของกรรมจริงๆ

 

              มือดำๆ สกปรกของใครคนหนึ่งเอื้อมมาแตะที่แขน ฉันรีบหันไปมอง ถึงกับผงะ เพราะเจ้าของมือนั้น ไม่ใช่มือนั้นสีขาวของพี่ไวท์ แต่เป็นคนบ้าที่อยู่แถวสนามหลวง เธอเป็นผู้หญิง ผมยาวเป็นกะเซิง ยิ้มเห็นฟันเหลืองเต็มปาก  กลิ่นเหม็นลอยมากระทบจมูก ฉันจะทำอย่างไรดี จะร้องไห้ หรือแกล้งตายดีล่ะ

 

             “เวลาจะข้ามถนนต้องมีสติ” นั่นคือประโยคแรกที่ผู้หญิงบ้าบอกฉัน
             “ทำตามฉันนะ หายใจเข้า หายใจออก” นี่คือปฏิบัติการต่อมาที่เธอบอกให้ฉันทำ
             “แล้วก็มองขวา มองซ้าย แล้วมองขวาอีกที” นี่ไงที่ว่าบ้าแต่ไม่โง่

 

              ฉันไม่มีทางเลือกอื่น ต้องทำตามที่เธอบอก เพราะไม่รู้ว่าถ้าไม่ทำตามจะเกิดอะไรขึ้น

 

              “พร้อมแล้ว ก้าวขาขวาออกมา” เธออกคำสั่ง พร้อมกับลากแขนฉันให้ออกเดินตาม ข้ามถนนไปกับเธอ  
               สรุปคือเราสองคนปลอดภัย  ก่อนจากกันเธอหันมายิ้มเห็นฟันเหลืองอย่างสุขใจ ที่ได้พาคนโง่อย่างฉันข้ามถนน
             “จำไว้ ข้ามถนนต้องมีสติ” เธอหันมาสั่งก่อนเดินลับหายไปข้างซอกตึก

 

             ฉันออกจะงงๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ก็รู้สึกประทับใจในน้ำใจของคนบ้า ที่มาช่วยให้ฉันสามารถข้ามถนนไปได้ คำพูดของเธอยังก้องอยู่ในความทรงจำเสมอ 

 

              แม้ว่าท้ายที่สุด ฉันก็ยังข้ามถนนไม่ได้อยู่ดี