สาเหตุของปวดศีรษะไมเกรน
โรคนี้พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณว่าร้อยละ 25 ของผู้หญิง และร้อยละ 10 ของผู้ชาย
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครทราบ แต่เชื่อว่าสมองของผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนมีการไวในการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจจะอยู่นอกร่างกาย หรืออยู่ภายในร่างกายทำให้หลอดเลือดมีการอักเสบเมื่อหลอดเลือดขยายจึงปวดศีรษะ
อาการของโรคไมเกรน
อาการของโรคไมเกรนในแต่ละอาจมีอาการที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วย 4 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 ระยะอาการนำ (prodrome) เช่น อาการหงุดหงิด ซึมเศร้า หิวบ่อย หาวบ่อย อ่อนเพลีย ท้องผูก หรือ ท้องเสีย เป็นอาการที่เกิดเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือเป็นวันก่อนนำมาก่อนอาการปวดศรีษะก็ได้อาการนี้พบได้ประมาณร้อยละ 40-60 ของผู้ป่วยไมเกรน
ระยะที่ 2 ระยะ aura เป็นระยะที่ผู้ป่วยมีอาการทางระบบประสาท เช่น การมองเห็นแสงสว่างแตกเป็นแฉก ๆ ขยายเป็นวงกว้างล้อมรอบภาพที่มืดไป (scintillating scotoma) อาการมองภาพไม่ชัด ตามัว อาการชาบริเวณรอบริมฝีปากและฝ่ามือ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดก่อนมีอาการปวดศรีษะไม่เกิน 1 ชั่วโมง ระยะนี้พบได้ประมาณร้อยละ 20-30 ของผู้ป่วยไมเกรน
ระยะที่ 3 ระยะปวดศรีษะ ผู้ป่วยมีอาการปวดศรีษะแบบตื้อ ๆ หรือตุ๊บๆ บริเวณขมับ หรือเบ้าตา อาจปวดข้างเดียวหรือปวดทั้งศรีษะก็ได้ อาการปวดมักเป็นอยู่นาน 4 -72 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาการปวดเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวศรีษะ มองแสงจ้า หรืออยู่ในที่เสียงดัง และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
ระยะที่ 4 ระยะหลังปวดศรีษะ (postdrom) ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลีย มึนศรีษะ ภายหลังจากอาการปวดศรีษะ อาการนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นเองหลังได้รับการพักผ่อนเพียงพอ
อาการปวดศีรษะมักจะเริ่มช่วงวัยรุ่นเมื่ออายุมากขึ้นอาการปวดศีรษะจะดีขึ้น บางครั้งผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนอาจจะมีอาการนำ aura เช่นเห็นแสงแลบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่งเราเรียก classic migrain อาการปวดมักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร อาการปวดมักปวดข้างใดข้างหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำเรียก common migrain ไม่เกรนเป็นโรครักษาไม่หายขาดแต่ถ้าเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำสามารถทำให้ควบคุมโรคได้
ไมเกรนกับคุณผู้หญิง
ผู้หญิงและผู้ชายเป็นไมเกรนได้ทั้งสองเพศแต่ผู้หญิงจะเป็นบ่อยกว่า บางคนปวดขณะมีประจำเดือนและหายไปเมื่อตั้งครรภ์ ผู้ป่วยบางคนเมื่อรับประทานยาคุมกำเนิดจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงและถี่ขึ้น บางคนไม่เคยเป็นไมเกรนแต่หลังจากรับประทานยาคุมกำเนิดก็เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน ทั้งนี้เนื่องจากยารักษาไมเกรนแต่ละชนิดจะมีส่วนผสมของเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนระดับต่างๆกัน อาจจะแก้ไขโดยการเปลี่ยนชนิดของยาคุมกำเนิดหรือใช้ยี่ห้ออื่น และเมื่อพบว่ายาคุมทำให้คุณปวดศีรษะเพิ่มขึ้นคุณควรไปปรึกษาแพทย์
สำหรับไมเกรนที่มีอาการนำเช่น ตาเห็นแสง ชาตามมุมปาก ตามนิ้วไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิด สำหรับคนที่ไม่เคยมีอาการดังกล่าวหลังจากรับประทานยาคุมกำเนิดแล้วเกิดอาการนำดังกล่าวให้ปรึกษาแพทย์
ชนิดของไมเกรน
นอกจากไมเกรน 2 ชนิดดังกล่าว ยังมีไมเกรนอีกหลายชนิดดังนี้
- Hemiplegic migraine มีอาการอ่อนแรงของแขนขาข้างหนึ่งเป็นระยะเวลาช่วงสั้นๆหรือบางคนอาจจะมีเวียนศีรษะ หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงจะมีอาการปวดศีรษะตามมา
- ophthalmoplegic migraine ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะร่วมกับหนังตาตก เห็นภาพซ้อน
- Basilar artery migraine ก่อนอาการปวดศีรษะผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ เห็นภาพซ้อน
- Status migrainosus ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะนานกว่า 72 ชั่วโมงและมีอาการมากกว่าปกติ
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยไมเกรนอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเท่านั้นการเจาะเลือด หรือการตรวจ x-ray เป็นเพียงช่วยวินิจฉัยแยกโรคเท่านั้น แพทย์จะซักประวัติเพื่อวินิจฉัย
- แพทย์จะซักเกี่ยวกับอาการปวด ตำแหน่ง ความรุนแรง ความถี่ ระยะเวลาที่ปวด
- แพทย์จะซักอาการร่วมเช่น ไข้ อาการชัก อ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง
- แพทย์จะซักประวัติโรคประจำตัง การใช้ยา
- แพทย์จะตรวจร่างกายโดยละเอียด
อาการดังต่อไม่นี้ไม่ควรคิดถึงไม่เกรน
- ผู้ป่วยปวดศีรษะหลังอายุ50 ปี
- อาการปวดศีรษะปวดขึ้นทันที โดยมากเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก
- อาการปวดศีรษะเป็นบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้นนานขึ้น
- อาการปวดศีรษะพบร่วมกับ ไข้ คอแข็ง ผื่น
- มีอาการทางระบบประสาทอื่น เช่น ชัก อ่อนแรงของแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง
การวินิจฉัยไมเกรนอาศัยเพียงประวัติเท่านั้นดังนั้นมีเกณฑ์ดังนี้
- จะต้องมีอาการปวดศีรษะ (ตามข้อ2-4) อย่างน้อย 5 ครั้ง
- ปวดศีรษะนาน 4-72 ชั่วโมง
- ลักษณะปวดศีรษะต้องประกอบด้วยลักษณะอย่างน้อย 2 ประการ
- ขณะปวดศีรษะจะต้องมีอาการข้างล่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง
- ประวัติและการตรวจร่างกายปกติ
- ปวดข้างเดียว
- ปวดตุ๊บๆๆ
- ปวดมากจนทำงานประจำไม่ได้
- ขึ้นบันไดหรือเคลื่อนไหวทำให้ปวดมากขึ้น
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- แสงจ้าหรือเสียงดังทำให้ปวดศีรษะ
ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะแบบดังกล่าวไม่จำเป็นต้องตรวจ computer เพื่อการวินิจฉัย
การรักษาไมเกรน
การรักษาไมเกรนให้ได้ผลดีผู้ป่วยจะต้องทราบถึงสาเหตุที่กระตุ้นให้ปวดศีรษะ และมีส่วนร่วมในการรักษาโดยมีสมุดจดบันทึกปัจจัยชักนำให้ปวดศีรษะ อาการปวดศีรษะเป็นอย่างไรหลังจากหลีกเลี่ยงปัจจัยชักนำ การปรับยาของแพทย์ทำให้ปวดศีรษะดีขึ้นหรือไม่ ควรไปตามนัดทุกครั้งเพื่อประเมินผลการรักษา แบ่งการรักษาเป็นสองหัวข้อคือ ควบคุมปัจจัยชักนำ และการรักษาด้วยยา
ปัจจัยชักนำมิใช่สาเหตุแต่เป็นเพียงปัจจัยเริ่มที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะมีปัจจัยชักนำไม่เหมือนกัน
- อาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น แอลกอฮอล์โดยเฉพาะไวน์แดง ผงชูรส อาหารที่มี tyramine เช่น เนย นม ชอคโกแลต กล้วยหอม ผงชูรส ผลไม้ประเภทส้ม กาแฟและชา
- การนอน ควรนอนให้เป็นเวลาและนอนให้พอ ตื่นให้เป็นเวลา
- ฮอร์โมน ผู้หญิงเมื่ออายุมากขึ้นอาการจะปวดดีขึ้น การตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรกปวดศีรษะจะเป็นมากระยะหลังตั้งครรภ์อาการปวดจะดีขึ้น การรับประทานยาคุมกำเนิดจะทำให้ปวดศีรษะมากขึ้น
- ความเครียด พยายามควบคุมความเครียด หาเวลานั่งพักหลับตาหยุดคิดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
- ปัจจัยสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ อากาศ แสงไฟกระพริบ กลิ่นที่ฉุนเฉียว
การรักษาด้วยยาแบ่งออกเป็นการรักษาเมื่อมีอาการปวดศีรษะ [acute treatment] และการรักษาเพื่อป้องกัน [preventive treatment] จะใช้ในกรณีที่ปวดศีรษะรุนแรงและบ่อย
- acute treatment ยาแก้ปวดศีรษะมีด้วยกันหลายชนิดควรรับประทานทันทีที่เริ่มมีอาการปวดศีรษะไม่ควรรับประทานยาบ่อย หรือมากกว่าที่แพทย์สั่ง
- Migraine prevention
- ยาแก้ปวดและบรรเทาอาการอื่นยาบางชนิดอาจหาซื้อได้จากร้านขายยาเช่น paracetamol ,aspirin, ibuprofen ยา aspirin ไม่ควรใช้กับเด็ก ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยากลุ่มเหล่านี้ก่อนพบแพทย์ แต่ถ้าไม่หายแพทย์อาจให้ยาแก้ปวดที่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดศีรษะดีขึ้น แต่ยาบางตัวอาจมีแนวโน้มที่จะเสพติด แพทย์บางท่านอาจให้ยา Nonsteroidal anti-inflammatory drugs เช่น mefenamic,diclofenac,ibuprofen แทนกลุ่มที่จะมีแนวโน้มทำให้เสพติด ผู้ป่วยไมเกรนนอกจากจะมีอาการปวดศีรษะแล้วยังมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ดังนั้นควรได้รับยาแก้คลื่นไส้หากมีอาการคลื่นไส้มาก
- ยาที่หยุดอาการไมเกรน ยาในกลุ่มนี้มีสองชนิดได้แก่ Ergot alkaloids และ Triptans
หากอาการปวดศีรษะไมเกรนเป็นรุนแรงเป็นบ่อบแพทย์จะแนะนำยาป้องกันไมเกรน ซึ่งสามารถลดความถี่ ความรุนแรงและระยะเวลาที่ปวด และเมื่อสามารถควบคุมอาการได้แพทย์จะแนะนำให้ค่อยๆลดยาลงยาในกลุ่มนี้ได้แก่
- Antidepressants ยาลดอาการซึมเศร้าสามารถป้องกันปวดศีรษะไมเกรนได้เช่น amitriptyline, nortriptyline, and doxepin
- Beta-blockers เป็นยาลดความดันโลหิตสูงและรักษาโรคหัวใจแต่สามารถนำมาใช้ป้องกันไมเกรนได้เช่น propranolol, metoprolol, timolol, nadolol, or atenolol การจะใช้ยากลุ่มนี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เนื่องจากมีผลต่อความดันโลหิตและต่อการเต้นของหัวใจ
- Calcium channel blockers เป็นยาลดความดันโลหิตสูงและรักษาโรคหัวใจแต่สามารถนำมาใช้ป้องกันไมเกรนได้เช่น verapamil, diltiazem, or nifedipine. การจะใช้ยากลุ่มนี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เนื่องจากมีผลต่อความดันโลหิตและต่อการเต้นของหัวใจ
- Serotonin antagonists เช่น cyproheptadine. เป็นยาที่ทำให้อยากอาหารไม่ควรใช้ยาตัวนี้ในเด็ก
- Anticonvulsants เป็นยากันชักใช้ได้ผลดีโดยเฉพาะ valproate ยาตัวนี้ให้ใช้กับเด็กอายุมากกว่า 10ปี
การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา
มีรายงานว่าการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยาก็สามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะ
- การทำสมาธิ
- การจัดการกับความเครียด
- การฝังเข็ม
- การออกกำลังกาย
หลักการที่ทำให้การรักษาไมเกรนให้ได้ผลดี
- การจดบันทึกอากรของโรคไมเกรนดังนี้
- ให้คนใกล้ชิดคอยสังเกตถึงอาการก่อนปวดศีรษะเช่น หิวข้าว หิวน้ำ หาวนอน อ่อนเพลีย ซึมเศร้า แสง เสียง หนาวสั่น ปัสสาวะ
- ให้พกยาติดตัวไว้อย่างน้อย 1 ชุดเสมอ
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดห้ามรับประทานยาเกินแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาทันที
- ถ้าลืมกินให้กินยาทันทีที่นึกขึ้นได้ ห้ามรับประทาน 2 เท่า
- หลังจากรับประทานยา ให้หาห้องเงียบๆมืดๆนอนพักจนอาการปวดดีขึ้น
- ให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษา ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด
- วันและเวลาทีปวด
- ระยะเวลาที่ปวด
- อาการอื่นที่พบร่วม เช่น คลื่นไส้อาเจียน สิ่งกระตุ้นเช่น แสง เสียง กลิ่น
- ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ คุณผู้หญิงอย่าลืมบันทึกเกี่ยวกับรอบเดือนด้วยครับ
สวัสดีครับ
ขอคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ครับ
ตอนนี้มีงานวิจัย ที่สนใจสารเมลาโทนิน เพื่อมาแก้ปัญหาโรคนี้
หากใครสนใจลองศึกษาเพิ่มเติมนะครับ
เคยอ่านแต่จำไม่ได้ว่าจากแหล่งข้อมูลไหน ครับ
ขอบคุณมากค่ะที่ให้คำแนะนำ จริง ๆ แล้วคนไข้บางคนแม้แต่สตอ ลูกเนียง ลูกเหลียง ไม่ทราบอจ.รู้จักไหม มีผลด้วยเหมือนกัน
สวัสดีตอนเช้าครับ ผมเข้าข่ายหรือปล่าวไม่รู้แต่ตอนนี้หิวบ่อยมาก ๆ เลย แวะเข้ามาเยี่ยมทักทายขอรับ
บอกอาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบได้หรอกค่ะ เพียงแต่อยากแซวว่ากระเพาะครากหรือเปล่าเห็นหิวบ่อย ขอบคุณค่ะที่เข้ามาทักทาย