ถึงตอนนี้มีความชัดเจนแล้ว ว่า มสส. กับ สคส. จับมือกันทำเรื่องนี้    เมื่อวันที่ ๑๘ ก.ย. ๕๒ นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เลขาธิการมูลนิธิ มมส. ส่ง อี-เมล์ แจ้งบันทึกการหารือระหว่างมูลนิธิทั้งสอง


          ผมอ่านแล้วเกิดปิติสุข ที่จะมีการดำเนินการเพื่อสังคมโดยไม่รอเงิน SP2   เมืองไทยจะเข้มแข็งได้อย่างแท้จริงต้องมีองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็ง    ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่ต้องรอขอเงินใคร   ทั้งสองมูลนิธินี้ ทำงานแบบ SE – Social Enterprise 


          ในปีแรก มสส. – สคส. วางเป้าหมายให้มีวง ลปรร. ครูเพื่อศิษย์ ๗๕๐ – ๑,๕๐๐ วง ทั่วประเทศ   และมีแผนจัดฝึกอบรมให้เกิด “คุณอำนวย” จำนวน ๗๕๐ คน ทั่วประเทศ    หวังว่า จะมีครูเพื่อศิษย์ ๓๐,๐๐๐ คน เข้าร่วมขบวนการ

 
          นี่คือเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่ง    ที่เราอยากให้เกิดขึ้น ในพื้นที่


          ที่จริง วงครูเพื่อศิษย์ นี้    ไม่จำเป็นต้องรอให้ มสส. – สคส. จุดประกาย ก็ทำกันเองได้อยู่แล้ว    และทราบว่า มีการจัดกันอยู่แล้วด้วย   เช่นวงที่ อ. ขจิต ไปขับเคลื่อน   ทำอย่างไรให้เป็นวง ลปรร. ที่ยั่งยืนและขยายผลดีต่อศิษย์    ผมอยากได้คำแนะนำจากครูผู้มีประสบการณ์การตั้งวง ลปรร. วิธีการจัดการเรียนรู้ของศิษย์ที่ได้ผลดีต่อศิษย์


          ผมขอเสนอต่อ มสส. – สคส. ว่าเราต้องเพิ่มวิธีคิด วิธีจุดประกาย อีก ๒ มิติ 


          มิติแรกคือ วงผู้สนับสนุน   มีการจัดกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรสนับสนุน    เพื่อสร้างความชัดเจนของท่าทีสนับสนุนแบบ empowerment    ไม่ใช่ top down    ไม่ใช่เรียกครูมาอบรมตามโครงการที่ตนคิดขึ้น    ไม่ใช่คิดโครงการส่งลงไปให้ครูดำเนินการ    วงนี้ควรคุยกันอย่างน้อย ๓ เดือนครั้ง    สมาชิกวงได้แก่ สพฐ., มูลนิธิของ ดร. --, มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (นพ. ยงยุทธ), มูลนิธิสยามกัมมาจล, สกศ., มมส., สคส., ชมรมผู้ปกครอง, และอื่นๆ ที่จะต้องเชื้อเชิญเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายแบบเปิด

  
          จุดสำคัญของวงสนับสนุนคือ ต้องสนับสนุนแบบให้อิสระ   อย่าเข้าไปครอบงำ

  
          มิติที่ ๒ คือกิจกรรม “เชื่อมโยงอย่างยุ่งเหยิงแต่เป็นระบบ”   คือการสร้างกลไก เคออร์ดิค ขึ้นภายในระบบครูเพื่อศิษย์    ให้เกิดปฏิสัมพันธ์อย่างอิสระระหว่างผู้มีใจ และผู้ร่วมกิจกรรม ที่หลากหลาย   ทั้งครูเพื่อศิษย์, ผู้บริหารเพื่อศิษย์, ผู้นำชุมชน, ผู้ปกครอง, อปท., หน่วยราชการ, NGO, และอื่นๆ   ทั้งแสดงบทบาทสนับสนุนทรัพยากร    ออกแรงช่วย  เข้าร่วมกิจกรรม ลปรร.  ร่วมชื่นชมครูเพื่อศิษย์  ร่วมตีความเรื่องราวของความสำเร็จ  ร่วมทำหน้าที่ “คุณอำนวย” หรือวิทยากรกระบวนการ   ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรม ลปรร.  ในมีอิสระจากอำนาจสั่งการจากส่วนกลาง    และให้มีความต่อเนื่องยั่งยืน  


          มิติที่ ๒ นี้ คือกิจกรรม “จัดการความรู้” ของทั้งระบบ    ให้เป็น Complex Adaptive Systems    เพื่อใช้พลัง Chaordic ให้ออกมาขับเคลื่อนระบบครูเพื่อศิษย์    ผมมีประสบการณ์ตรงในการขับเคลื่อนเครือข่าย KM ระหว่างปี ๒๕๔๖ – ๒๕๕๑    ที่เครื่องมือ KM แพร่หลายในสังคมไทยทุกภาคส่วนของสังคมอย่างในปัจจุบัน ก็เพราะ สคส. ใช้ยุทธศาสตร์ เคออร์ดิค นี้


          นี่คือการตีความของผมนะครับ อาจตีความผิดก็ได้   หรืออาจยกหางมากไปหน่อยก็ได้


          เครื่องมือสำคัญที่สุดของการจัดการมิติที่ ๒ คือ “มหกรรมครูเพื่อศิษย์แห่งชาติ : เครือข่ายครูกู้แผ่นดิน”   ซึ่งผมมองว่าต้องเตรียมการคู่ขนานไปกับการฝึกคุณอำนวย    คือเริ่มวางแผนจัดตั้งแต่บัดนี้   และใช้กำหนดการจัดมหกรรมเป็น “หมุดหมาย” (milestone) ของการทำงานแบบ เคออร์ดิค 

 
          สรุปว่า ขบวนการครูเพื่อศิษย์จะมี ๓ วง


๑.   วง ลปรร. ในพื้นที่   เป็นวงเล็กๆ จำนวนมากมาย   ยึดโยงอยู่กับชีวิตการเป็นครูเพื่อศิษย์   ลปรร. กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียน   ไม่ใช่เพื่ออวดใคร   นี่คือวง “ของจริง”
๒.   วงสนับสนุน
๓.   วงสร้างกลไก เคออร์ดิค   เพื่อให้พลังของ ระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว ออกมาทำหน้าที่

          นี่คือจินตนาการของผม   ซึ่งทีม มสส. – สคส. ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือน   ไม่จำเป็นต้องทำตามนี้  
          เพราะผมกำลังทำหน้าที่อยู่ในส่วนหนึ่งของระบบ เคออร์ดิค

วิจารณ์ พานิช
๑๙ ก.ย. ๕๒