8 HABITS

3 วันกับการฝึกอบรม โดย หลักสูตรของ Franklin Covey ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ให้คำปรึกษากับบริษัทชั้นนำของโลกกว่า 90% ที่บงบอกถึงการประสบความสำเร็จของบริษัทเหล่านั้นต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่างคือ

 

องค์กรที่เป็นเลิศ ประกอบด้วย    ผลงานเป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง

                                         ลูกค้ามีความจงรักภักดี

                                         วัฒนธรรมแห่งชัยชนะ

                                         เป็นประโยชน์ น่าภาคภูมิใจ

 

ผู้นำที่เป็นเลิศ ประกอบด้วย สร้างความไว้วางใจ

                                         สร้างพันธกิจที่ชัดเจน

                                         สร้างระบบที่สอดคล้อง

                                         ปลดปล่อยศักยภาพของคน

 

คนที่เป็นเลิศ ประกอบด้วย         7 HABITS

โควีย์บอกถึงหลักคิดพื้นฐานสำคัญสุดในการพัฒนาตนเองและการสร้างความเป็นผู้นำคือต้องผสานสรีระหรือกาย(Body), ความคิด(Mind), จิตวิญญาณ(Spirit), และหัวใจ(Heart) ให้เป็นหนึ่งเดียว

Body สรีระเป็นเสมือนตัวแทนของเศรษฐกิจ

Mind รับรู้ เรียนรู้ วิเคราะห์

Heart เป็นตัวแทนของความรักความสัมพันธ์ ความมุ่งมั่นตั้งใจ

สุดท้าย Spirit เป็นเรื่องของจุดมุ่งหมายและหลักการ สำนึกต่างๆ ของชีวิต

4 เรื่องหลักที่กล่าวไปข้างต้น เขาบอกว่าเป็นหลักคิดพื้นฐานของศาสนาทุกศาสนาในโลก!!!

และทั้ง 4 องคาพยพต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปมิได้

หากขาดด้านใดด้านหนึ่งไปจะกระทบกับอีกด้านหนึ่งได้"

โควีย์บอกว่า องค์กรหรือผู้นำที่ไม่สามารถก้าวผ่านไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้เพราะ คนในองค์กรไม่สามารถจะผสมผสาน 4 เรื่องหลักเข้าด้วยกัน

เขาให้ลองถามตัวเองเล่นๆ ดูอย่างนี้!!!!

เรื่องแรกเรื่องของหัวจิตหัวใจ(Heart)!!!

คำถามคือ จะมีสักกี่คนที่เชื่ออย่างแท้จริงว่ามีความสามารถเหนือกว่างานที่ทำงาน หรือทำงานด้วยความกดดันเพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิต หรือต้องตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องทำให้ผลผลิตมากขึ้นแต่ต้องกดให้ต้นทุนต่ำลง

คำตอบที่ได้คือ คนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากตกอยู่ในสถานการณ์เยี่ยงนี้ และตรงนี้เองที่ต้องกลับไปขบคิดว่า วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดและมีอำนาจเหนือตัวบุคคลหรือไม่

โควีย์บอกว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดีสามารถให้ประโยชน์ได้แต่ก็แค่เครื่องจักรตัวหนึ่ง

คุณอาจจะเป็นลูกน้องที่ดี แต่อาจเป็นเจ้านายที่เลวก็ได้ ต้องพิจารณาและดูตัวเองว่าเก่งเรื่องไหน ทำงานไปแล้วถูกต้องถูกใจหรือไม่

หากมีคุณสมบัติที่กล่าวไปในข้างต้นนั่นแสดงว่าคุณค้นพบตัวจริงของคุณเข้าให้แล้ว

ที่บอกว่าต้องขบคิดเพราะในโลกของเศรษฐกิจเราต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันจากจีนและอินเดีย และกว่า 80% ของสินค้าที่ผลิตขายกันอยู่ในโลกตอนนี้เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มที่ก่อเกิดมาจากฐานความรู้ (KNOWLEDGE WORKER) จากเมื่อก่อนที่สินค้ามูลค่าเพิ่มจากฐานความรู้มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น

ความคิด(Mind)!!!

สตีเฟ่นเชื่อว่าหากมีจิตใจที่ปิดกั้นแล้วเป็นเรื่องยากที่จะปรับเปลี่ยนค่านิยมได้ หรือใช้วิสัยทัศน์ใหม่ๆ ได้

ถัดมาเรื่องของสรีระ Body!!!

คำถามที่สตีเฟ่นอยากให้ตอบคือแต่ละวันคุณใช้เวลากี่เปอร์เซ็นต์ไปกับการทำงานเร่งด่วน หากแต่เป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญ?

คำตอบคือเวลากว่า 50% หมดไปกับงานเร่งด่วนแต่ไม่มีความสำคัญ อย่างเช่นเรื่องของการประชุม

สุดท้ายเรื่องของจิตวิญญาณ Spirit!!!

ถามว่าคุณให้เวลากับงานขององค์กรมากน้อยแค่ไหน หรือเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเล่นเกม หมกมุ่นอยู่กับวาระซ่อนเร้น

คำตอบคือ 75% หมดไปกับเรื่องที่กล่าวในข้างต้น

จะมีเพียงแค่ 25% เท่านั้นที่ทุ่มเทไปกับการทำงาน

ไม่เท่านั้นอีกปัญหาสำคัญของคนและองค์กรคือขาดความไว้เนื่อเชื่อใจซึ่งกันและกัน

มีคนถามสตีเฟ่นว่าทำไมคนในองค์กรจึงไม่ไว้วางใจในกันและกัน

เขาตอบแบบนี้!!!

มันเกิดจากการที่กลุ่มคนยังยึดติดอยู่กับกรอบคิดในยุคของอุตสาหกรรมเดิมอยู่ ทำงานในแนวทางแบบเดิมอยู่

สตีเฟ่นบอกว่ายุคของเศรษฐกิจมี 5 สมัยยุคแรกเป็นยุคของนักล่า หรือ Hunter /Gatherers ก่อนจะปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคการทำการเกษตร หรือ Agraian

โลกยังคงพัฒนาต่อเนื่องจากเกษตรกรรมสู่ยุคอุตสาหกรรม Industrial และปรับเปลี่ยนพัฒนาสู่ยุคของข้อมูลข่าวสาร Informament/Knowledge Worker

และยุคของสติปัญญา(Wisdom)

ถึงตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ 4 เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสารและสังคมแห่งความรู้ ก่อนพัฒนาสู่ยุคของสติปัญญา

สตีเฟ่นบอกว่าสิ่งสำคัญสุดในยุคนี้คือการลงทุนเรื่องความรู้

เขาเชื่อว่าการลงทุนในเรื่องของมนุษย์ก็เหมือนกับการลงทุนในเรื่องเครื่องจักร แต่จะต่างกันก็ตรงที่คุณค่าของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นตามเวลา ขณะที่เครื่องจักรจะบุบสลายตามกาลเวลา

สตีเฟ่นยกตัวเหตุการณ์ครั้งที่เขามีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของบริษัทไมโครซอฟท์ บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์อันดับต้นของโลก และผู้เชี่ยวชาญคนที่เขาพูดคุยด้วยบอกว่าซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ สามารถที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากถึง 10,000 เท่า

นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่างานที่ใช้ความรู้จะแสดงประสิทธิผลออกมาได้อย่างเต็มที่ กล่าวสำหรับบทบาทหน้าที่ของผู้นำนอกเหนือจาก 4 องคาพยพหลักแล้ว ยังต้องมีการผสมผสานเรื่องอุปนิสัย 7 อย่าง ซึ่งเป็น 7 อุปนิสัยที่พัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูงเข้าไว้อย่างลงตัวด้วย

อุปนิสัย 7 อย่างที่ว่าประกอบด้วย !!!

1 : คิดเชิงรุก( Proactive) เป็นผู้เลือก ริ่เริมและรับผิดชอบ

2 : เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ(Begin With The End in Mind)

3 : ทำตามลำดับความสำคัญ(Put First Things First )

4 : ผลประโยชน์ร่วมกัน (Think Win-Win )

5 : เริ่มเข้าใจผู้อื่นก่อน แล้วจึงได้รับความเข้าใจตอบแทน (Seek First to Understand,Then tobe Understod )

6 : รวมมืออย่างสร้างสรรค์(Synergize) ยินดีกับความคิดร่วมให้คุณค่ากับความแตกต่าง

7 : พัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Sharpen the Saw)

สำคัญผู้นำต้องคิดอยู่บนพื้นฐานที่อยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ผลประโยชน์แต่เพียงด้านเดียว

เขาเทียบเคียงเรื่องนี้เหมือนบริษัทที่ออกสินค้าผลิตภัณฑ์ และต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซัพพลายเออร์ ทำการค้าแบบไม่มีเล่ห์กล

และหลักคิดที่ว่ามาจากพื้นฐานของศาสนาเช่นเดียวกัน!!!!

โควีย์บอกว่า ผู้นำที่ดีควรจะมีความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงความเป็นผู้นำที่แฝงอยู่ในตนเองออกมา

ผู้นำก็แค่วางแนวคิดเท่านั้น คนระดับกลางต่างหากที่มีอำนาจการบริหาร จัดการที่แท้จริง

ผู้นำที่ดีจึงต้องช่วยส่งเสริมศักยภาพของบุคคล กลุ่มผู้ร่วมงาน และองค์กร

โดยส่วนตัวเขาชื่นชอบมหาตมะ คานธี ผู้นำประเทศอินเดียที่เชิดชูแนวคิดเรื่องอหิงสา หรือการต่อสู้โดยการไม่ใช้ความรุนแรง

โควีย์บอกว่าสิ่งที่น่าทึ่งในตัวของคานธี คือ ไม่ใช่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง หากแต่สามารถทำให้คนอินเดียตระหนักถึงคุณค่าในตนเองได้

อีกเรื่องที่เป็นคุณสมบัติสำคัญคือเรื่องของทัศนคติ!!!!

โควีย์เล่าเหตุการณ์ครั้งที่เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีของประเทศเม็กซิโกในช่วงปี พ.ศ.2525 และถูกตั้งคำถามว่าควรมีพันธกิจในการบริหารประเทศอย่างไร เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นอย่างโปร่งใส

โควีย์บอกว่า ประชาชนต้องเป็นผู้ที่กำกับรัฐบาลไม่ใช่ให้รัฐบาลมากำกับประชาชน!!!!

กล่าวสำหรับเรื่องของทัศนคติที่ปรับเปลี่ยนไปสามารถสร้างประสิทธิผลในทางบวกได้

เขาให้เทียบเคียงกับคนทำผิดที่กลัวตำรวจ ไม่กล้าเดินเข้าไปหา กลับกันหากตำรวจปรับเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่เดินไปหาคนที่ทำผิดเสียเอง โดยไม่รอให้คนที่ทำความผิดเดินมาหา

สิ่งที่ตามมาคือคนที่ทำผิดน้อยลง