วันนี้ว่าจะแวะเวียนไปดูความเรียบร้อยว่า คณะที่พี่สมเดชฯ ดำเนินงานจะเป็นประการใดโดยไปพบที่สนามบินน่านก่อนเครื่องบินจาก กทม.จะมาถึงตามเวลาก่อน ๑๒ น. นำรถยนต์ไปจอดที่บ้านพักเจ้าหน้าที่การท่าฯ เพราะว่าวันนี้ดูเหมือนจะมีผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรีมาเยือนน่าน จอดรถยนต์เสร็จเดินไปทักทายตำรวจที่รู้จักว่า บ้านเราทำอะไรในเมืองเล็ก ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ไปหมด แต่ว่าก็ว่าเป็นหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญระดับรัฐมนตรี จะประมาทไม่ได้เด็ดขาดหากผิดพลาดเสียหายแน่
เดินทางอาคารรับรองพบทักทายผู้คน พี่ ส.เป็นคนขับรถยนต์เทศบาลมาสอบถามด้วยหน้าตาตื่นแปลก ๆ ว่าเขาจะทำอย่างไร และสงสัยว่ารับรองใครแน่ด้วยตามตัวหนังสือให้มารับคณะ ส. แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ไปเข้าขบวนเป็นรถยนต์รองคณะ ว. ทำให้พี่ ส.ในฐานะผู้น้อยไม่มั่นใจจึงถามเรา ๆ จึงไปถามหัวหน้าคณะที่จะรับรองคณะ ส.ว่า สพท.๑ ทำหนังสือขอรถยนต์จากเทศบาลมารับรองคณะ ส. แต่เมื่อเข้าคณะ ว.แล้วมีการตรวจเข้มจะใช้รถยนต์ที่มาจาก จ.แพร่
เราเห็นแล้วได้แนะนำว่า การรับรองบุคคลสำคัญสำหรับเมืองเล็ก ๆ และวันนี้มี ๒ คณะได้ไปสอบถามผู้รับผิดชอบคณะ ว.ว่าเป็นอย่างไร เขาก็งง ๆ เพราะแต่ละคนก็ใหญ่ ๆ กันทั้งนั้นไม่ได้ถือแฟ้มประสานงานเรื่องรถยนต์รับรองมา ขณะที่พี่ ส.ได้ประสานต้นสังกันแล้วว่า มาเพื่อรับรองคณะ ส. แต่ รปภ.คณะ ว.นำรถยนต์เข้าขบวน ทำให้ต้องพูดจากกันอยู่จนเป็นที่เข้าใจ ประกอบกับเครื่องบินล่าช้า ทำให้ทุกอย่างเรียบร้อยตามที่ได้ประสานงานจนเป็นที่เข้าใจ ถือว่าครั้งนี้เป็นบทเรียนและน่าที่จะได้ KM เกี่ยวกับการบริหารจัดการรถยนต์รับรองบุคคลสำคัญกันต่อไป ( เกือบแล้วไง )
ทหารเข้าก็งง ๆ ว่า ตามแผนคณะ ว.จะมี ๓ คันเป็นรถยนต์ตู้ จู่ ๆ มีมา ๔ คันเขาจึงให้คันที่ ๔ ออกนอกขบวน แต่คันที่พี่ ส.ขับมาเป็นรถยนต์คันที่ใหม่ที่สุดที่เราตั้งใจและประสานมาเมื่อเจ้าหน้าที่เห็น เข้าใจว่ามารับรองคณะ ว.จึงถูกสั่งให้เข้าขบวนทั้ง ๆ ที่ผู้ขับจะมารับคณะ ส. เหตุการณ์ทำนองที่เขียนมาทำให้เกิดการเรียนรู้และจัดการได้โดยไม่ต้องมาบาดหมางใจกันและกันว่าใครผิด หรือต้องรับผิดชอบ