โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ถูกตำหนิ หรือชี้จุดอ่อนมากขึ้นเรื่อยๆ    ทำให้เริ่มชัดเจนว่า มีความท้าทายสำคัญคือ จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าโครงการนี้เกิดผลดีต่อประเทศอย่างคุ้มค่า

          ผลดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นนั้น บทความใน Newsweek ช่วยตอบให้แล้วว่า จะไม่ค่อยได้ผล   โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติจึงไม่ใช่วิธีการใส่เงินลงไปในระบบอุดมศึกษาเพื่อหวังผลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น   แต่ผมเดาว่าถ้าจัดการให้ดี จะก่อผลดีในระยะยาวต่อระบบอุดมศึกษา และต่อประเทศ

          จัดการให้ดี ทำอย่างไร   นี่คือข้อท้าทาย

          ในตอนที่ ๒๗ ผมได้เสนอไว้ว่า การจัดการที่ดีคือการทำให้กลไกคุณภาพทำหน้าที่   อย่าเอากลไกอุปถัมภ์หรือเล่นพวกไปทำลายระบบคุณภาพ

          ในตอนนี้ ผมขอเสนอให้มีกลไกจัดการข้ามมหาวิทยาลัย   โดยน่าจะกันเงินไว้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้ลงทุนในเครื่องมือหรือครุภัณฑ์ที่คิดรอบคอบแล้วว่าจำเป็นมากต่อการก้าวกระโดด research capability ของไทย แต่ราคาแพงมาก และควรมีเพียงที่เดียวในประเทศ   แล้วใช้ร่วมกัน   และกันเงินสำหรับใช้พัฒนา “software” สำหรับขับเคลื่อนการวิจัยร่วมกัน   เช่น พัฒนาระบบผลงานวิจัยเพื่อสังคมไทย ให้มีเกณฑ์เข้าสู่ตำแหน่งวิชาการได้   พัฒนาระบบผลงานวิชาการด้านการเรียนการสอน ให้มีเกณฑ์เข้าสู่ตำแหน่งวิชาการได้ เป็นต้น  

          ผมเดาว่า ระบบการจัดการที่คิดไว้    เป็นระบบที่มอบให้แต่ละมหาวิทยาลัยเสนอแผนงานและผลงานเข้ามาแยกๆ กัน   ไม่ได้มองวิธีการจัดการให้เกิด synergy ระหว่างมหาวิทยาลัย และระหว่างศาสตร์    ผมจึงเสนอให้กลไกจัดการโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติเอาใจใส่ข้อนี้   คือการจัดการ synergy ระหว่างมหาวิทยาลัยหรือของทั้งระบบ   ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการระบบอุดมศึกษาในกระบวนทัศน์ใหม่ได้ด้วย

          จะเห็นว่าเราสามารถใส่ creativity เข้าไปในโครงการนี้ได้ไม่ใช่น้อย   และจะเป็น creativity ที่ก่อผลระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของระบบได้ด้วย    เพียงแต่ต้องมีเวลาคิดร่วมกันในกลุ่มคณะกรรมการอำนวยการ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนหนึ่ง

          ซึ่งหมายความว่า คณะกรรมการอำนวยการต้องทำงานหนักกว่านี้อีก ๑๐ เท่า    จึงจะรับมือข้อปรามาส ว่าโครงการนี้จะก่อผลต่อสังคมไทยไม่คุ้มค่า ได้

วิจารณ์ พานิช
๓ ก.ย. ๕๒