วันพุธที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ ผมได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๒ ซึ่งมี อาจารย์ นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นประธาน ได้เห็น style การนำประชุมแบบเป็นกันเอง และมีความชัดเจนในเป้าหมาย ผมรับหน้าที่นำเสนอเรื่องการทำงานของ “คณะอนุกรรมการติดตามนโยบายการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์” ซึ่งในการนำเสนอก็ยังมีความงก ๆ เงิ่น ๆ อยู่แม้จะเตรียมการมาจนดึกดื่น อุปสรรคสำคัญคงเป็นความไม่คล่องแคล่วในการทำความเข้าใจว่า “สิ่งที่ผู้ฟังต้องการฟังคืออะไร” ทั้งในเรื่อง “เนื้อหา” ที่สนใจ และ “ถ้อยคำ” ที่ควรเลือกใช้ แต่ด้วยความเมตตาของพี่ ๆ และอาจารย์ทั้งหลาย ความอ่อนหัดในการนำเสนอก็ไม่ได้เป็นปัญหา ก็ยังได้รับคำแนะนำในการทำงานมากมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการผลักดันให้นโยบายที่เป็นนามธรรมสูงนี้ มีผลในทางปฏิบัติให้เห็น “ผลลัพธ์” ให้มากที่สุด อีกทั้งในการประชุมก็ได้เห็นทักษะของพี่ ๆ หลายคน เช่น พี่พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผอ.สวรส.ในฐานะเลขา ที่สามารถตั้งคำถามและสรุปประเด็นได้อย่างเฉียบคม หรือ พี่อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการ สช. ที่ใส่ใจรายละเอียด ชี้ประเด็นเชิงกลยุทธ์ได้แหลมคมและโน้มน้าวที่ประชุมได้อย่างนุ่มนวล
ผมร่วมรับฟังประเด็นอื่น ๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้พูดคุยกันด้วยความสนใจ ระหว่างที่ฟังก็เกิดหลายความคิดขึ้น ความคิดหนึ่งคือผมเริ่มมองเห็นภาพ “หยินหยาง” ที่ประกอบด้วยปลาสองตัวคือสีขาวกับสีดำกลืนกัน และในสีดำมีสีขาว ในสีขาวมีสีดำ ภาพที่ผมเห็นคือในเรื่องหนึ่งจะมีอีกเรื่องหนึ่งเป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ แต่เมื่อเราขยายเรื่องที่เห็นเป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ ให้ใหญ่ขึ้น ก็จะเห็นว่าเจ้าเรื่องแรกที่เราให้ความสำคัญนั้น ก็เป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ อีกอันหนึ่งในเรื่องนั้นด้วย อย่างเช่นในการเขียนข้อเสนอนโยบายการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ นั้นเรื่องการแก้ปัญหากำลังคนด้านสุขภาพก็เป็นองค์ประกอบย่อยอันหนึ่ง แต่เมื่อมาขยายเรื่องการแก้ปัญหากำลังคนให้ชัดขึ้น เรื่องความสัมพันธ์ฯ ก็เป็นองค์ประกอบย่อยอีกอันหนึ่ง ภาพนี้ทำให้เข้าใจได้ชัดขึ้นว่า ในมุมมองของแต่ละคนนั้น มักจะเห็นเรื่องที่ตัวเองให้ความสำคัญเป็นเรื่องใหญ่เห็นเรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็ก ซึ่งถ้าเรามีความยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป ก็จะไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เพราะคนอื่น ๆ ก็จะมี “เรื่องใหญ่” ที่ให้ความสำคัญต่างกับเรา
ผมได้เรียนรู้ว่าการทำงานพัฒนาในปัจจุบัน ทุกเรื่องมีความซับซ้อนขึ้นมาก สิ่งที่จำเป็นมากคือต้อง “คิดให้ชัด ๆ ว่าจะทำอะไร” ซึ่งต้องอาศัยการทำงานทางความคิดที่เข้มข้น อาศัยการทำงาน “ทางวิชาการ” ที่สามารถนำผลมาใช้ได้จริง ผมคิดไปถึงแนวคิดเรื่องการทำงานวิจัยที่พี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ สอนอยู่เสมอคือ จะต้อง “วิ่งสามขา” หรือวิ่งกลับไปกลับมาระหว่างส่วนประกอบหลักสามอย่างคือ “ประเด็น-แนวคิดทฤษฏี-ข้อค้นพบ” ซึ่งผมคิดว่าน่าจะนำมาใช้ได้กับการทำงานวิชาการเพื่อการพัฒนา คือ เราต้องพัฒนา “ประเด็น” ให้ชัดว่าสิ่งที่เราต้องการทำคืออะไร มี “แนวคิดทฤษฏี” อะไรรองรับ ซึ่งอาจเป็นทฤษฎีที่เราพัฒนาขึ้นใหม่ก็ได้ (ประเด็นนี้ผมเรียนรู้จากครั้งหนึ่งที่ พี่อำพลสนับสนุนให้ผมสร้าง diagram แนวคิดเรื่องสาเหตุของปัญหาฟ้องร้องแพทย์ขึ้นใหม่ โดยไม่ต้องไปอ้างอิงใคร) และมี “ข้อค้นพบ” ใดที่สามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้จริง ซึ่งข้อค้นพบในปัจจุบันควรมาจากการไปเรียนรู้จาก “ของจริง” เพราะทุกประเด็นที่เราตั้งขึ้นนั้น มันไม่ได้เป็นปัญหาของเราคนเดียว แต่ในชุมชนอื่น ในสังคมอื่น ก็เจอปัญหาเดียวกันและเขาก็พยายามดิ้นรนหาทางออกอยู่แล้ว ดังนั้นหากเราต้องการผลักดันการพัฒนาหรือปฏิรูปในขอบเขตที่กว้างขวางเช่น ในระดับภาคหรือประเทศ ก็ให้ไปเรียนรู้จากสิ่งที่ชุมชนเล็ก ๆ ต่าง ๆ เขาทำอยู่แล้ว
งานวิชาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ และจะเป็นฐานให้กับการขับเคลื่อน ซึ่งถ้ามีประเด็นที่ชัด มีแนวคิดและข้อเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีพอ กับผลักดันผ่านขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมก็ไม่ยาก (ดังตัวอย่างการเคลื่อนไหวหลายเรื่องที่ผ่านมา) และการเชื่อมต่อกับการเมืองก็ไม่ใช่ปัญหาหลัก (พี่อำพลย้ำประเด็นนี้อีกครั้งในที่ประชุมวันนี้) อย่างไรก็ตาม ผมได้เรียนรู้ว่าการศึกษาเพื่อการพัฒนาในปัจจุบันมีคำสำคัญ (Key words) อยู่จำนวนหนึ่ง ที่ต้องให้ความสนใจ ได้แก่ Complex society, Evidence based, Local/Global, Rural/Urban, Holistic, Diversity, Participation เป็นต้น ซึ่งแต่ละเรื่องต้องมีประเด็นเหล่านี้อยู่ด้วยจึงจะเกิดความสมบูรณ์
สุดท้ายเรื่องหนึ่งที่อยากบันทึกไว้คือหลักในการทำงานพัฒนา ก็คือสิ่งที่พี่โต (วิสุทธิ์ บุญญะโสภิต) เล่าให้ฟัง คือมีผู้ใหญ่สอนท่านว่า “เราสามารถยิงธนูให้เข้าเป้าได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยยิงออกไปก่อนแล้วค่อยไปวงเอาว่าเป้าอยู่ตรงไหน” กับที่ว่า “คำตอบมีอยู่แล้ว ไปหาคำถามเอาข้างหน้า” เพราะแต่ละเรื่องมีสิ่งที่เราไม่รู้มากมาย เราต้องทำไปเรียนรู้ไป จะมัวรอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนแล้วค่อยทำก็ไม่มีวันได้ทำ
(บันทึกนี้เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากการอ่านบทสัมภาษณ์อาจารย์วิจารณ์ พานิช ที่ท่านบอกว่า ปัจจุบันท่านเขียน blog ทุกวัน เพื่อการเรียนรู้ของตัวเอง)