รู้เห็น และยินยอมให้ ต้องผูกพันตามที่ยินยอม

ข้อเท็จจริงได้ความว่า...สามีได้ทำหนังสือยินยอมให้ภริยานำที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.๓ก.) เนื้อที่ ๑๑ ไร่เศษ ซึ่งมีชื่อตนเป็นผู้ครอบครอง นำไปเป็นหลักประกันตัวผู้ต้องหาชั้นพนักงานสอบสวน และยังลงชื่อรับรองราคาประเมินที่ดินพิพาทอีกด้วย ต่อมาปรากฎว่าภริยาผิดสัญญาประกันไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาไปส่งได้ตามสัญญา  และถูกฟ้องต่อศาล โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชำระเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย คดึถึงที่สุด แต่ภริยาไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา

โจทก์ขอหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้

สามียื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์โดยอ้างว่า ที่ดินดังกล่าวมิใช่สินสมรส แต่เป็นสินส่วนตัวที่ได้รับจากบุพการี โจทก์ไม่ได้ฟ้องตนด้วย จึงไม่มีอำนาจยึดที่ดิน ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาและศาลฎีกาเห็นว่า...สามีได้รู้เห็นและยินยอมในการที่ภริยานำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันตัวผู้ต้องหา เมือภริยาผิดสัญญาประกัน และศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ตามสัญญา แต่ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงมีอำนาจยึดที่ดินพิพาทบังคับชำระหนี้ได้ ไม่ว่าทรัพย์จะเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวก็ตาม สามีจะมาอ้างว่าเป็นสินส่วนตัวและจะใช้สิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินหาได้ไม่ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย...(ฎ.๕๐๕/๒๕๕๑)

...ก็เป็นคติเตือนใจ สำหรับสามีภริยาทั้งหลาย ทรัพย์สินแต่ละอย่างกว่าจะะหามาได้ แต่สุดท้ายหลุดลอยไปอย่างง่ายดาย ทำไมจะไม่เสียใจ...