ปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาชาติบ้านเมือง คือการมีพลเมืองที่มีการศึกษาดี   มีความรู้ความสามารถและคุณธรรม 

  
          แต่ละประเทศใช้จ่ายเงินเพื่อการศึกษาจำนวนมากมาย   แต่เงินจำนวนดังกล่าวให้ผลต่อความวัฒนาถาวรของประเทศไม่เท่ากัน   ขึ้นอยู่กับวิธีใช้เงิน   นี่คือสาระสำคัญของบทความเรื่องDumb Money : Too many nations are wasting their school spending. Here's how to get it right. เขียนโดย Stefan Theil ซึ่งอ่านได้ที่นี่ 


          โปรดสังเกตว่า วิธีใช้เงินที่ฉลาด ให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่สุดคือ ใช้เงินลงไปในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมและการศึกษา   ไม่ใช่ถมเงินลงไปให้แก่ top & average performers   เขาบอกว่า การทุ่มเงินเข้าไปช่วยคนที่ไร้ฝีมือจะไม่ใช่เพียงช่วยให้คนยากจนเหล่านั้นมีรายได้เพิ่มและมีชีวิตที่ดีขึ้น   แต่จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจ คือเพิ่ม productivity และ GDP   และมีผลดีต่อสังคมวงกว้าง คืออาชญากรรมลดลง  ค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคมลดลง  และทำให้สังคมเป็นปึกแผ่นแน่นหนาขึ้น   

 
          ข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆ คือ


•   ใน stimulus package ด้านการศึกษา รวม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญที่รัฐบาล ปธน. โอบามา อนุมัติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์   เป็นเงินสนับสนุนวิทยาลัยชุมชน ๑๒,๐๐๐ ล้านเหรียญ   เขามีหลักฐานว่า การอัดเงินเข้าไปที่ วชช. จะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่า 


•   ผลการวิจัยของ OECD บอกว่า อัตราค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียน มีความสัมพันธ์น้อยมาก กับ student performance


•   หลายประเทศ และหลายรัฐใน สรอ. เน้นใช้ value added testing เพื่อดู performance ของโรงเรียน    ดีกว่าใช้วิธีดูผลคะแนนสอบของนักเรียน   เพราะนักเรียนที่เข้าแต่ละโรงเรียนมีพื้นฐานต่างกัน  


•   ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐ, ฝรั่งเศส และเยอรมัน เพิ่มค่าใช้จ่ายทางการศึกษาขึ้นมากมายโดยไม่มีผลให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นเลย   แต่สวีเดนและฟินแลนด์ไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย ก็สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง 


•   ผลการศึกษาของ WB บอกว่าระหว่างการใช้เงินสร้างมหาวิทยาลัยวิจัย (elite)   กับการใช้เงินหนุนวิทยาลัยเทคนิค   การใช้เงินแนวทางหลังจะก่อผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่า

          ต้องอ่านรายละเอียดเอาเองนะครับ   จึงจะเห็นว่า วงการศึกษาไทยกำลังเดินผิดทางไม่ใช่น้อย   แต่อย่าลืมว่าผลการวิจัยของประเทศตะวันตกบางเรื่อง อาจไม่จริงสำหรับบริบทไทยก็ได้

 

วิจารณ์ พานิช
๓๑ ส.ค. ๕๒