กินเจหนึ่งมื้อ หมื่นชีวิตรอดตาย

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการกินเจ คือ การทานอาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อสัตว์ รวมทั้งไม่มีส่วนประกอบอื่นใดที่นำมาจากเนื้อสัตว์ทุกประเภท ที่สำคัญอาหารเจงดเว้นการปรุงจากพืชผักบางประเภทที่มีรสหนัก มีกลิ่นเหม็นคาวรุนแรง ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นตัวทำลายพลังธาตุทั้ง ๕ ในร่างกาย พืชผักดังกล่าวก็เช่น กระเทียม หัวหอม   กุ้ยช่าย ใบยาสูบ นอกจากนี้แล้วยังรวมไปถึง ของเสพติดมึนเมาทุกชนิด

คนทั่วไปอาจจะมองว่าการกินเจเป็นเรื่องที่ทั้งยากและยุ่งยาก ยากเพราะเรายังเคยชินอยู่กับการต้องทานเนื้อสัตว์ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ อย่างน้อยใน ๑ มื้อ ก็ต้องมีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบอยู่ในอาหารของเรา  การที่เราจะไม่ทานเนื้อสัตว์เลยย่อมเป็นสิ่งที่ฝืนวิสัยปกติของเรา  ผู้ที่กินเจต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ต้องควบคุมจิตใจของตัวเองให้ได้ ยุ่งยากเพราะถ้าเราจะกินเจ ต้องอาศัยความพิถีพิถันในการเลือกอาหารพอสมควร ดูว่าอันไหนเรากินได้ อันไหนเรากินไม่ได้ และร้านอาหารเจก็ไม่ได้มีให้เห็นอยู่ดาษดื่นเหมือนร้านอาหารทั่วไป ต้องอาศัยความพยายามและอดทนของผู้ที่จะกินพอสมควร

ข้าพเจ้าตั้งใจเอาไว้ตั้งนานแล้วว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะกินเจกับเขาบ้าง เอาแบบให้ครบเทศกาลไปเลย เหตุผลที่อยากกินก็ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะว่าเห็นว่าตัวเองกินเนื้อสัตว์มาก็มากแล้ว ตั้งแต่เกิดมานี่ก็สิบกว่าปีแล้ว สัตว์ที่ต้องถูกฆ่าเพื่อนำมาเป็นอาหารให้เรากิน ต้องสังเวยชีวิตไปเท่าไหร่แล้ว ทั้งๆที่มันอยู่ในธรรมชาติของมันดีๆ กลับต้องถูกฆ่าโดยฝีมือมนุษย์อย่างเรา ทำไมชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต ทำไมสัตว์ต้องเสียสละชีวิตมันให้ชีวิตเราดำรงอยู่ต่อไปได้ โดยที่มันไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย 

 ในความคิดของข้าพเจ้า ถ้า demand น้อย   supply ก็จะน้อยตามไปด้วย (ตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเรียนมา) คือหมายความว่า การที่เรามากินเจ คือไม่กินเนื้อสัตว์ ก็จะทำให้ความต้องการซื้อเนื้อสัตว์จากผู้ค้ามีน้อยลง ส่งผลให้ผู้ค้าลดการสั่งซื้อเนื้อสัตว์จากโรงฆ่าสัตว์ลง โรงฆ่าสัตว์ก็จะฆ่าสัตว์น้อยลง สัตว์ก็จะตายน้อยลง มีชีวิตอยู่ได้นานมากขึ้น

เมื่อเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงของเทศกาลกินเจพอดี ข้าพเจ้าคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่เราจะเริ่มต้นงดทานเนื้อสัตว์กันเสียที อย่างน้อยเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆแค่ ๑๐ วัน ก็ยังดี ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี มีครั้งแรกแล้วก็ต้องมีครั้งต่อไป ข้าพเจ้าปรึกษากับคนในครอบครัว ได้ข้อสรุปว่าไหนๆก็จะกินเจกันทั้งทีแล้ว ก็กินทั้งครอบครัวเลยแล้วกัน จะได้ช่วยๆกันคอยเตือนสติเวลาใครอยากกินอะไรที่มันนอกลู่นอกทาง

 ครอบครัวของข้าพเจ้าทานอาหารเจโดยผูกปิ่นโตกับมูลนิธิแห่งหนึ่ง โดยร่วมทำบุญบริจาคตามจิตศรัทธา เงินที่ได้ก็จะเอาไปสบทบทุนซื้อโลงศพไร้ญาติ และไว้บริหารงานภายในมูลนิธิ โดยไปรับวันละ ๒ มื้อ คือ เที่ยง และ เย็น เมนูอาหารก็จะมีหลากหลาย สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป มีทั้ง ต้ม ผัด แกง ทอด ของหวาน ผลไม้

ในช่วงวันแรกๆของการกินข้าพเจ้ารู้สึกว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม เหมือนมันไม่อยู่ท้อง ความอยากกินเนื้อสัตว์พุ่งกระฉูด มันกระวนกระวายอยากหาอะไรกินอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดินผ่านอาหาร หรือได้กลิ่นอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ก็มักจะน้ำลายไหลทุกที ได้แต่ข่มใจตัวเองไว้ เลยต้องไปซื้อพวกนมถั่วเหลืองเจ ขนมปังแพแบบเจ ถั่ว ธัญพืชต่างๆ มาตุนไว้กินแก้ขัดไปพลางๆก่อน  พอวันต่อๆมา ข้าพเจ้าเริ่มปรับตัวได้ ความอยากกินเนื้อสัตว์ค่อยๆลดลง กินอาหารเจได้เหมือนอาหารปกติทั่วไป

เมื่อครบ ๑๐วัน แล้วข้าพเจ้าสามารถทำได้ ข้าพเจ้าก็รู้สึกดีใจและภูมิใจเล็กๆ ว่าอย่างน้อยครั้งนึง เราก็กินเจได้จนครบทั้งเทศกาล ไม่ต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์เป็นจำนวนหนึ่ง แค่นี้ข้าพเจ้าก็รู้สึกดีแล้ว ถ้าเป็นไปได้ ในอนาคตข้าพเจ้าก็อยากจะกินเจตลอดชีวิตด้วยเช่นกัน

เจ