รับมามากแล้ว ให้คนอื่นบ้างเนาะ

                          

                

                 ค่าย ปนน. เปลี่ยนชีวิตฉัน

           เรื่องมันเริ่มเมื่อเย็นวันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม 2552 ขณะที่ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ กำลังเรียนแล็บชีวะ เพื่อนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาข้าพเจ้าแล้วถามข้าพเจ้าว่า"ไปออกค่ายไหม"แล้วเพื่อนก็อธิบายว่าค่ายนี้เป็นค่ายของชมรม ปนน. (ชมรมประสานงานนักศึกษาเพื่อน้องผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา)จะจัดขึ้นเสาร์ ที่ 29 และอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม 2552 ค่ายนี้เป็นค่ายที่พี่ค่ายจไปแนะแนวน้อง เกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยเพื่อให้น้องเกิดความรู้สึกอยากเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าจึงตอบตกลงว่าจะไปออกค่ายกับเพื่อน เพื่อนข้าพเจ้าจึงบอกว่าถ้าจะไปให้กลับไปจัดกระเป๋าไว้ เพราะรถจะออกวันศุกร์ ตอนห้าโมงเย็น ข้าพเจ้าก็ตอบว่า"รับทราบ"

          เมื่อถึงห้าโมงเย็นวันศุกร์ข้าพเจ้ากับเพื่อนก็ไปถึงชมรม ปนน. (อยู่ด้านหลังองค์การนักศึกษา) ข้าพเจ้าตื่นเต้นมากเพราะนี่เป็นการออกค่ายครั้งแรกในชีวิตข้าพเจ้าข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจกับเพื่อน ๆ พี่ในชมรมมากเพราะทุกคนดูสนิทสนมกันมาก เหมือนเป็นพี่น้องกันจริง ๆ และแล้วก็ถึงเวลาล้อหมุน รถออกจริง ๆ ก็ปาเข้าหกโมงเย็น มีปลายทางที่โรงเรียนบึงพะไล ตำบลบึงพะไล อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างเดินทางพวกเราก็ร้องรำทำเพลงไปตลอดทางดูเหมือนทุกคนจะมีความสุขมากกับการออกค่ายครั้งนี้ ในที่สุดก็มาถึงโรงเรียนตอนเกือบ ๆ สามทุ่ม น้อง ๆ ยังรอเราอยู่ที่อาคารอยู่เลยน้อง ๆ น่ารักมาก น้องดูตื่นเต้นกับการมาเยือนของพวกเรามากซึ่งไม่ต่างกับข้าพเจ้าที่ตื่นเต้นมาก ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปเพราะเป็นการออกค่ายครั้งแรกรู้แต่ว่ามันคงสนุกมาก ๆ พอตั้งสติได้หายตื่นเต้นก็เริ่มมองสำรวจโรงเรียน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนมัธยมเปิดสอน ม.1-ม.6 มีนักเรียนประมาณ 500 คน แต่ที่มาเข้าเป็นนักเรียน ม.4-ม.6 ทั้งหมด 224 คน หลังจากนั้นก็มีการสันทนาการเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็ปล่อยน้องเข้านอนแต่พี่ประชุมต่อถึง ตีสอง แต่ต้องตื่น ตีห้า เพื่อเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ

                             วันต่อมาเป็นวันที่ต้องทำกิจกรรมทั้งวันโดยช่วงเช้าเป็นการสอนวิชาต่าง ๆ แก่น้องทั้งหมด 7 วิชา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ โดยตัวข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้สอนเคมี (สอนหกรอบ ๆ ละครึ่งชั่วโมงเพราะมีน้องหกกลุ่ม) เนื่องจากเวลาที่จำกัดจึงเน้นที่วิธีการอ่านหนังสือ และเทคนิคดารจำเป็นหลัก น้อง ๆ ดูมีความสุขกับการเรียนมากข้าพเจ้าเองก็มีความสุขกับการสอน (เน้นฮา จนน้องถามว่าพี่เรียนหนักไปหรือป่าวค่ะ ถึงได้เป็นแบบนี้ ห้า ๆ ก็เลยตอบไปว่าคนที่เรียนแพทย์ก็บ้า ๆ ทั้งนั้นละน้อง ห้า ๆ น้องก็ขำกันใหญ่) สอนเสร็จก็พักกินข้าวกินปลากัน ช่วงบ่ายก็เป็นกิจกรรมแนะนำคณะต่าง ๆ ข้าพเจ้าเองต้องแนะนำคณะที่อยู่ในสายวิทย์สุขภาพอย่างเหน็ดเหนื่อยเพราะสายอื่นเขามีสายละ 8-10 คน แต่วิทย์สุขภาพมาแค่สี่คน (หมอ2 พยาบาล2 ไม่รู้ทำไมไม่ค่อยออกค่ายกัน) แต่ก็สนุกครับน้อง ๆ ถามโน้นถามนี่ก็เย็น ตอนเย็นก็เป็นกิจกรรมรอบกองไฟสนุกมาก มีการแสดงละครของพี่ ๆ และน้อง ๆ เสร็จพิธีรอบกองไฟก็เป็นพิธีเทียนที่ให้ทุกคนพูดถึงความรู้สึกที่มีต่อค่ายครั้งนี้ (อยากบอกว่าซึ้งมาก ๆ) แล้วก็ให้น้อง ๆ กลับไปพักผ่อน แต่พี่ ๆ ประชุมสรุปงานถึงตีสาม (ปนน.เป็นชมรมเดียวที่นอนไปประชุมไปได้ ถึงเวลาที่ตัวเองจะต้องสรุปเพื่อนจะปลุกเอง) ตื่นตีห้าเช่นเดิม

           วันต่อมาเป็นวันสุดท้ายของค่ายก็ไม่มีกิจกรรมอะไรมาก สันทนาการเบา ๆ ผ่อนคลายก่อนกลับ ก่อนกลับทุกคนทั้งพี่ทั้งน้องก็ช่วยกันทำความสะอาดบริเวณโรงเรียนหลังจากนั้นก็ถ่ายรูปร่วมกันก่อนจะปล่อยน้องกลับตอน 11 โมง และพี่ ๆ ก็เข้าไปลาคุณครูและผู้ปกครอง ก่อนจะลากลับตอนเกือบเที่ยง กลับมาถึง มข. ตอนบ่ายสามโมงกว่าพอถึงหอข้าพเจ้าก็หลับเป็นตายเลยเพราะเหนื่อยมาก แต่สนุกสุด ๆ

           สุดท้ายนี้ก็อยากฝากทุกคนว่าเรารับมามากแล้ว ให้คนอื่นบ้างนะ จะได้รู้ว่าความสุขจากการให้มันต่างจากการรับยังไง