ร่วมด้วยช่วยกันปฏิรูประบบการเรียนการสอนใหม่ หรือจะรอให้อนาคตของไทยไร้มันสมอง
ทำไมเด็กสมัยนี้ไม่ชอบอ่านหนังสือ? แม้จะใกล้สอบแล้วก็ยังไม่มีความกระตือรือร้นหยิบตำรามาทบทวน แล้วยังงี้จะสอบได้หรือ? คำถามเหล่านี้คงอยู่ในใจพ่อแม่ผู้ปกครองหลายท่านซึ่งได้ผ่านช่วงเวลาของการต่อสู้ชีวิตมาในยุคก่อนคอมพิวเตอร์ หากนึกย้อนไปในสมัยเมื่อ 20-30 ปีก่อนการเรียนถือว่าเป็นหน้าที่หลักของเด็กๆ ทุกคนที่จะต้องรับผิดชอบตัวเอง และต้องทำให้ได้ดีเพื่ออนาคตที่ดีในวันหน้า คนที่เรียนแย่หรือเกเรจะถูกสังคมมองว่าน่าอายและไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นแบบอย่างเหมือนคนที่เรียนดี ประกอบกับสิ่งแวดล้อมรอบด้านก็ไม่ได้มีสิ่งยั่วยุมาข้องแวะให้เกิดความคิดไปในทางลบนอกกรอบของการเป็นนักเรียน
ผ่านมาในช่วง 10 กว่าปีนี้เมื่อยุคคอมพิวเตอร์เริ่มเฟื่องฟู นำมาซึ่งความสะดวก สบาย แบบไร้ขีดจำกัดไม่ว่าจะเป็นมือถือ อินเตอร์เน็ต เกมส์ต่างๆ ความสะดวกสบายที่ได้รับจากสิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นดาบสองคม มีทั้งคุณและโทษ หากใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ก็จะเป็นคุณ แต่ถ้าใช้ไปในทางที่ผิดก็จะเกิดโทษแก่ผู้ใช้ เทคโนโลยีที่เข้ามาในยุคหลังนี้เข้าถึงตัวคนทุกวัยได้พร้อมๆกัน แต่คนวัยที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือวัยเรียน ด้วยขาดประสบการณ์ชีวิตทำให้เด็กวัยเรียนไม่สามารถแยกแยะว่าเทคโนโลยีแบบใหนใช้เป็นเครื่องมือเพื่อก่อประโยชน์ อันไหนเป็นโทษ จนยอมถูกใช้เป็นเครื่องมือของเทคโนโลยีเสียเอง
วกเข้ามาถึงคำถามทำไมเด็กสมัยนี้ไม่ชอบอ่านหนังสือ? จากการวิเคราะห็ศึกษาและพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองส่วนหนึ่ง อาจพอสรุปสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เด็กไทยอ่านหนังสือกันน้อย ได้แก่
ประการแรก เด็กนักเรียนไม่ได้รับการฝึกให้เป็นคนคิดเป็นมาตั้งแต่อนุบาล ประถม จนถึงมัธยม ระบบการเรียนการสอนของเรายังเป็นแบบสอนสั่งฟังอย่างเดียว หมายความว่าครูพูดนักเรียนฟังแล้วทำตาม การบ้านซึ่งสมัยก่อนเป็นงานที่นักเรียนจะต้องเอามาทำเองที่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้ทำที่โรงเรียน หรือหลังเลิกเรียน โดยครูเฉลยให้ แล้วนักเรียนก็ลอกตาม ตกลงการบ้านมักเป็นการโรงเรียนโดยครูเก่งอยู่คนเดียว นักเรียนไม่ได้ความรู้อะไร ซ้ำร้ายในบางที่บางโรงเรียนไม่เคยมีการบ้านให้เด็ก ทั้ง ๆ ที่หนังสือเรียนจะมีแบบฝึกหัดให้ทำหลังจากเรียนจบแต่ละเรื่องแต่ก็ไม่เคยใช้ให้เป็นประโยชน์ ระบบการเรียนของเราไม่ได้สอนให้เด็กคิดเอง และไม่มีบทลงโทษของการไม่ส่งการบ้าน จึงทำให้เด็กมีนิสัยไม่ชอบคิดติดตัวมาตั้งแต่เล็ก ทั้งๆ ที่หัวใจของการเรียนก็คือการฝึกคิดด้วยตัวเอง จึงจะเกิดความเข้าใจตามมา เด็กที่เคยชินกับการเรียนแบบสอนสั่งฟังอย่างเดียวมักชอบวิธีที่ไม่ต้องออกแรงสมอง ชอบความสบาย ไม่รักการอ่าน และเด็กเหล่านี้มักขาดวินัยในตัวเอง
ประการที่สอง การผลักภาระเรื่องการเรียนไปให้โรงเรียนทั้งหมด ถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเสียทีเดียว จริงอยู่แม้ว่าผู้ปกครองอาจมีภาระหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้วมากมาย การเจียดเวลามาสนใจเรื่องการเรียนของบุตรหลานถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ ผู้ปกครองและโรงเรียนควรร่วมมือกันดูแลให้นักเรียนสนใจและอยู่ในกรอบของการเรียน เพราะเด็กวัยนี้ใม่สามารถแยกแยะสิ่งยั่วยุรอบด้านที่ต้องอาศัยประสบการณ์ชีวิตในการตัดสินใจก่อนลงมือทำ ความใกล้ชิดระหว่างผู้ปกครอง เด็กนักเรียน และโรงเรียนจึงจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้นักเรียนออกนอกลู่นอกทาง และสนใจการเรียนมากขึ้น
ประการที่สาม ค่านิยมเกี่ยวกับการเรียนเสริมพิเศษ หรือเรียนกวดวิชา ตราบใดที่เรายังยึดถือว่าการเรียนเสริมพิเศษ กวดวิชา เป็นยาขนานวิเศษที่จะช่วยแก้ปัญหาการเรียนอ่อน เรียนไม่เข้าใจ ของนักเรียน เราจะไม่มีทางพัฒนาเด็กให้มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงได้ การให้เด็กเรียนเสริม ฟังดูเหมือนเด็กขยันเรียนแต่แท้จริงแล้วเป็นการเสียเวลาสูญเปล่าโดยไม่ได้อะไรเลย เพราะการเรียนเสริมก็ยังหนีไม่พ้นระบบการเรียนแบบสอนสั่งฟังอย่างเดียว คือฟังครูหรือติวเตอร์บอก แล้วเชื่อว่าถูกผิดตามนั้น นักเรียนไม่ได้มีเวลาและสมาธิในการคิดด้วยตัวเอง ทำให้ขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เด็กจะเข้าใจแค่ผิวเผิน คิดวิเคราะห์ไม่เป็น ไม่สามารถประยุกต์เมื่อต่องทำโจทย์ข้อสอบแข่งขัน ที่ต้องมีความรู้แน่นพอสมควรโดยเฉพาะความรู้พื้นฐาน โดยต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งความเข้าใจแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเด็กมีสมาธิและได้ลงมือฝึกทำด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถใช้วิธีฟังเขามาเพียงอย่างเดียวแล้วจะทำได้
ผลของการไม่ชอบอ่านหนังสือ ขาดความกระตือรือร้น ไม่มีทักษะในการคิด ทำให้เด็กไทยปัจจุบันทำคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่ถึงครึ่ง คือได้เฉลี่ยเพียง 30 ใน 100 คะแนน หรือ 30% เท่านั้น เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก ว่าเกิดอะไรขึ้น ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้แล้ววันข้างหน้าเมื่อเด็กพวกนี้โตเป็นผู้ใหญ่พวกเขาจะเป็นคนมีความคิดอ่านเป็นแบบไหน และจะอบรมลูกหลานรุ่นต่อไปอย่างไร น่าห่วงจริง ๆ แม้ว่าเรากำลังรณรงค์ให้มีการปฏิรูปการศึกษา ที่กำลังทำอยู่ปัจจุบัน เราคลำถูกเป้า มาถูกทางแล้วหรือยัง เราแก้กันที่สาเหตุ หรือปลายเหตุกันแน่ครับ...
แนะนำหนังสือดี คู่มือติวเข้ม GAT ความถนัดทั่วไป โดย อ.จรัญ บุระตะ ส.น.พ พ.ศ.พัฒนา ได้เขียนวิธีคิดให้ง่ายในการทำโจทย์ GAT B-GAT ซึ่งแตกต่างจากเล่มอื่นๆ พร้อมทั้งมีเฉลยข้อสอบจริงทั้งสองครั้งที่ผ่านมา และมีแนวข้อสอบเป็นบทความให้ลองฝึกจากง่ายไปยากกว่า 33 บทความ ลองไปหาดูกันในร้านหนังสือทั่วๆ ไป ครับ
ดูรูปปกหนังสือที่เมนูไฟล์ครับ
สวัสดีค่ะ อ.จรัญ บุระตะ
มาเยี่ยม มาชม
มาให้กำลังใจ
พร้อมมาอ่าน บันทึกดีๆ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ถ้ามีอะไรติชม แนะนำก็เชิญนะครับ
คนรอบข้างไม่เอื้อต่อการอ่าน สิ่งแวดล้อมที่พ่อแม่สร้างให้ลูกรักการอ่านได้