และนี่คือหนึ่งในความสำเร็จของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คือ การที่บัณฑิต พร้อมทั้งนำวิชาความรู้อันเข้มแข็ง และกล้าแกร่งมาช่วยเหลือสังคม และพวกเราไม่ได้มีแต่ความรู้เท่านั้น เรายังมีจริยธรรมของนักกฎหมาย และมีคุณธรรมที่ครูบาอาจารย์แต่ละท่าน รวมถึงอาจารย์แหววด้วยที่คอยอบรมบ่มเพาะ เพื่อพร้อมที่จะรับใช้สังคม
ทุติยบท...จรลี
หลังจากที่ชยัญมาปรึกษาอาจารย์แหววได้ประมาณสัก 2 เดือน อาจารย์แหววก็ได้ไปสอนที่รังสิต และผมก็ตามอาจารย์ไปนั่งเรียนด้วย สิ่งหนึ่งที่ไม่คาดคิดก็คือว่า ชยัญได้เดินมาหาผมแล้วก็บอกกับผมว่า “สวัสดีครับ ยังจำผมได้ใช่ไหมครับ” ผมก็ตอบว่า “จำได้ครับ” ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็นึกว่านักศึกษากลุ่มนี้คงจะไม่เอาจริง เพราะว่าขาดการติดต่อกันไปนานแล้ว ชยัญพูดต่อ “ครับ เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ลงไปสำรวจพื้นที่ครับ ก็คือที่ คลินิกกฎหมายแม่อาย” ซึ่งขณะนั้นในใจของผมกลับเปลี่ยนความรู้สึกว่าสงสัยน้องชยัญคงจะเอาจริงแน่แท้ เพราะทราบว่าการไปแม่อายไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่เป็นการง่ายนักที่จะไป เนื่องจากว่าไกลมาก การเดินทางโดยรถประจำทางก็ค่อนข้างจะลำบากหน่อย แต่ว่าถ้าใจของเรามันสู้ ลำบากแค่ไหนก็ไม่ย่อท้อแน่นอน จากนั้นผมจึงถามน้องเค้าต่อไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นว่า “เหรอ แล้วไปกันอย่างไร เมื่อไร แล้วเป็นอย่างไรบ้าง” ซึ่งชยัญก็พูดอธิบายจนกระจ่างประมาณว่า เมื่อเดือนไปที่คลินิกกฎหมายแม่อายเลย ไปพบกับพี่บุญ และชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านบอกว่าถ้าจะลงพื้นที่ก้ให้ติดต่อกับอาจารย์วรรณทนี ผู้ซึ่งทำโครงการคลินิกกฎหมายแม่อายนั่นเอง จากนั้นชัยัญก็พูดต่อว่าจะไปช่วงประมาณกลาง ๆ เดือนตุลาคมปีนี้ (2552) แล้วก็ถามผมว่าสนใจจะไปด้วยกันไหม ผมครุ่นคิดสักพักจึงตอบไปว่า “ขอคิดดูก่อนนะครับ” แล้วการสนทนาของเราก็จบลงด้วยเพราะว่าเวลาของเราไม่มากนัก เนื่องจากต้องรีบกลับไปที่ตึกคณะ (ที่รังสิต) เพื่อที่จะให้ทันขึ้นรถตู้รอบ 17.00 น. กลับมาที่คณะนิติศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
จากการที่ได้เห็นความตั้งใจของชยัญ และกลุ่มเพื่อนแล้วรู้สึกว่า เด็กสมัยนี้มีความคิดดีทีเดียวนะ กับความตั้งใจ และความมุ่งมั่น อีกทั้งการคิดเป็น เนื่องจากว่าแทนที่น้องนักศึกษากลุ่มนี้จะออกค่ายแบบเฮฮา ฉิ่งฉับทัวร์ แล้วก็เอาเงินไปใช้ให้หมดไป แล้วกลับบ้าน แต่กลับกลายเป็นว่าเอาสิ่งของไปบริจาค และยังนำเอาความรู้ไปสอนชาวบ้าน ให้ตัวเจ้าของปัญหามีความรู้และความเข้าใจกฎหมาย ซึ่งความรู้เป็นสิ่งที่ไม่ตาย สิ่งหนึ่งที่จะขอให้ทุกท่านตระหนักก็คือ เมื่อเราเป็นผู้ที่มีโอกาสที่ดี มีความรู้มากกว่าผู้อื่นในสังคมแล้ว เราก็ไม่ควรที่จะทอดทิ้งสังคม ควรจะนำความรู้ไปรับใช้สังคม และน้อง ๆ นักศึกษากลุ่มนี้มีความรู้จักคิดเป็นตั้งแต่ยังเล็ก ต่อไปก็คงจะเป็นอนาคตที่ดีของชาติบ้านเมือง
การมีกิจกรรมนอกห้องเรียนนั้นในความเห็นของผมแล้วคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็น ที่ทำให้นักศึกษาที่เรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ทอดทิ้งสังคม และเรียนรู้ร่วมกันพร้อมกับสังคม อีกทั้งการรับรู้สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม มิใช่เรียนแต่ตัวบทกฎหมาย หรือตำรา และทฤษฎีเท่านั้น การออกจากกรอบมาสู่โลกภายนอกของนักศึกษานั้นจะช่วยให้เข้าใจในบทเรียน และกฎหมายที่เป็นภาคปฏิบัติใช้ได้จริง
และสำหรับวงวิชาการในสายของพวกเราแล้วนั้น เป็นงานวิชาการที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาสังคมได้จริง ไม่ว่าจะเป็นระดับใดก็ตามแต่ ตั้งแต่ระดับสูงจนถึงระดับรากหญ้าที่อาจารย์ใช้คำว่า “วิชาการติดดิน”
ในช่วงปีหลัง ๆ นี้ อาจารย์แหววและมวลมิตรต่างก็ได้ทุ่มเททำงานวิชาการส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อมนุษย์ที่มีลมหายใจบนแผ่นดินไทย ผู้ซึ่งได้รับความเดือดร้อนทางด้านสิทธิ อันเป็นสิทธิมนุษยชนเสียส่วนใหญ่ และสิ่งสำคัญที่จะสามารถทำให้เราสามารถรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย หรือในต่างประเทศ สถานการณ์ปัจจุบันในด้านต่าง ๆ หรือการระดมพลังทางความคิด การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทัศนคติซึ่งกันและกัน ก็คือการมี “กิจกรรมนอกห้องเรียน”
กิจกรรมนอกห้องเรียนนั้น มิใช่กิจกรรมนอกตำราเรียน เนื่องจากว่าเรา “เรียนกฎหมาย” และเราก็เป็น “นักกฎหมาย” สิ่งที่เราจะนำมาใช้เพื่อการแก้ปัญหา หรือการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเราก็ต้องใช้ “กฎหมาย” แต่ก็มีหลายต่อหลายครั้งที่ต้องนำศาสตร์แขนงอื่นมาปรับใช้ แต่นั่นก็คือสิ่งที่นักกฎหมายควรทำเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม การแยกศาสตร์การเรียนรู้ด้านต่าง ๆ โดยที่มิได้ศึกษาหรือมีความรอบรู้ด้านอื่นนั้น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าอันตราย และน่าเสียใจสำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนกฎหมาย
ผมเห็นว่าการที่เรามีการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนนั้น ควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการเรียน ไม่ว่าจะศึกษาระดับใดก็ตาม เนื่องจากเหตุผลทั้งปวงดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกทั้งยังจะเป็นการฝึกฝนตนเองให้หัดที่จะทำงานเป็นกลุ่ม การคิดงานที่มีกระบวนทัศน์ทางความคิด การประสานงาน การระดมความคิด การคิดที่มีกระบวนการ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การเรียนรู้ปัญหาสังคมจากผู้เป็นเจ้าของปัญหา และกรณีศึกษา ท้ายที่สุดนี้ก็เพื่อการ“บูรณาการทางความคิด” อันที่จะนำศาสตร์ต่างๆและกฎหมายพร้อมทั้งหลักวิชาการต่างๆที่ได้ฝึกฝนเรียนรู้มา และสามารถนำมาปฏิบัติแลปรับใช้เพื่อการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้จริง
และนี่คือหนึ่งในความสำเร็จของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คือ การที่บัณฑิต พร้อมทั้งนำวิชาความรู้อันเข้มแข็ง และกล้าแกร่งมาช่วยเหลือสังคม และพวกเราไม่ได้มีแต่ความรู้เท่านั้น เรายังมีจริยธรรมของนักกฎหมาย และมีคุณธรรมที่ครูบาอาจารย์แต่ละท่าน รวมถึงอาจารย์แหววด้วยที่คอยอบรมบ่มเพาะ เพื่อพร้อมที่จะรับใช้สังคม
และแล้วนักศึกษากลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งก็กำลังจะพลิกชะตาชีวิตของตนเอง โดยการก้าวออกสู่โลกอันแสนกว้างใหญ่ได้อย่างเต็มภาคภูมิใจ…สู้ต่อไปนะ...ชยัญ...
ต้องถามชยัญนะคะว่า พร้อมจะทำงานช่วยเหลือประชาชนแล้วยัง