ผมนัดพบกรณีศึกษาซึ่งเคยถูกวินิจฉัยเป็นโรคซึมเศร้า...ได้ลองพยายามจัด Self-management 6 สัปดาห์ละ 1 ชม. แต่เมื่อประเมินผลซ้ำพบว่า กรณีศึกษาคิดทบทวนและวางแผนกิจกรรมเพื่อเพิ่มความมั่นใจได้ไม่เกิน 30% ในการทำงานที่สมดุลกับการใช้เวลาว่าง โดยเบี่ยงเบนความรู้สึกย้ำคิดย้ำทำการจัดการสภาวะโรคซึมเศร้า
กรณีศึกษาได้ตัดสินใจ "ลาพักร้อน" หลังจากที่ไม่มีความคิดนี้เลย และลองเปลี่ยนบรรยากาศในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ตื่นนอนมาในห้องนอนที่อยู่ติดกับทะเล มีโอกาสทบทวนความสุขของตนเอง จากนั้นผมแนะนำให้กรณีศึกษาค้นหา "กิจกรรมที่มีคุณค่าและความหมายต่อการจัดการความคิดของตนเอง" มาให้ครบ 10 กิจกรรมและนัดมาเล่าสู่กันฟังว่า หลังจากคิดและทำกิจกรรมด้วยใจแล้ว...เกิดการรับรู้และตระหนักถึงการจัดการตนเองได้อย่างไร...
กรณีศึกษา: ผมไม่สามารถคิดกิจกรรมได้...ยังคงนอนไม่หลับแม้ว่าจะไปทะเล...ไม่มีโอกาสได้อยู่กับตนเอง...ไม่ได้ทำกิจกรรมที่เคยวางแผนว่าจะทำให้ผ่อนคลาย...เปลี่ยนตัวยากับคุณหมอท่านเดิม เพราะคุณหมอท่านใหม่ไม่ค่อยแนะนำมากนัก...คุณหมอท่านเดิมเพิ่มขนาดยาและแนะนำว่าป้องกันโรค Bipolar เลยไม่แน่ใจว่ายังซึมเศร้าอยู่หรือไม่อย่างไร...คุณหมอท่านนี้คิดว่า จะไม่ทำจิตบำบัดให้ถ้าผมยังควบคุมตนเองไม่ได้ คอยพึงพิงผู้อื่นให้เกิดกำลังใจหรือเป็นที่ปรึกษาทางอารมณ์
ดร.ป๊อป: ผมเคยแนะนำให้คุณเช็คตัวเองผ่านแบบสอบถามโรคซึมเศร้าและพบว่า "ไม่มีอาการของโรคนี้แล้ว" ขอให้ค่อยๆ ทบทวนว่า ณ ปัจจุบัน คุณกำลังเกิดสภาวะใดที่คิดว่า "ยังควบคุมตนเองไม่ได้"
กรณีศึกษา: คิดว่าตนเองคิดกังวลมากขึ้น นอนไม่หลับ และบางครั้งก็ร้องไห้ออกมาเวลาอยู่ครเดียว อยากมีเพื่อนคอยฟังและให้กำลังใจตนเอง สับสนว่าจะทำงานได้อย่างไร
ดร.ป๊อป: ผมจะลองเพิ่มเทคนิคทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคมร่วมกับ Meta-Cognitive Training & Motivational Interview คือ การฝึกคุณคิดทบทวนจากกิจกรรมที่ต้องวิเคราะห์และเชื่อมโยงกับทักษะการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตอย่างเป็นระบบ และคิดทบทวนย้อนกลับว่า "คุณรับรู้ด้านบวกและด้านลบอย่างไรในการนำไปพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการจัดการความล้าทางความคิด (เช่น คิดหลายเรื่องเชิงลบ) ซึ่งส่งผลต่อความล้าทางจิต (เช่น สับสน วิตกกังวล) และความล้าทางกาย (เช่น นอนไม่หลับ หรือ หลับไม่ลึก หรือ ไม่อยากไปทำงาน) หากยังคงมีความล้าทั้งหมดนี้ก็จะเพิ่มระดับความวิตกกังวลสะสมถึงความเครียดที่จัดการไม่ได้ ทำให้บางครั้งควบคุมอารมณ์เชิงบวกลบไม่ได้ อาจตามมาด้วยอาการทางจิตต่างๆ จนแปรปรวนหรือซึมเศร้าได้อีกครั้ง...เมื่อฟังเช่นนี้คิดและเข้าใจว่าอย่างไร
กรณีศึกษา: เข้าใจว่าตนเองไม่ป่วย แต่ยังกังวลอยู่เรื่อยๆ จะทำอย่างไรดี
ดร.ป๊อป: ลองทบทวนและเล่าถึง วิธีการจัดการความล้าทางความคิดที่ผ่านมาว่าทำอย่างไร หรือคิดว่าอยากทำอะไรที่ตนเองมีความผ่อนคลาย สบาย และมีความสุข
กรณีศึกษา ค่อยๆ เล่าว่าได้ลองทำหลายๆ อย่าง โดย ดร.ป๊อป พูดคุยอย่างเป็นกันเอง พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เขามั่นใจว่า คิดกิจกรรมได้ดีและมีเป้าหมายผ่อนคลาย...จะพบว่า กรณีศึกษาท่านนี้ได้ปิ้งแว๊ปคิดกิจกรรมด้วยใจได้มากกว่า 10 รูปแบบ และมีแรงบันดาลใจที่จะทำเพื่อพัฒนาความคิดและความสุขในการดำเนินชีวิตของตนได้อย่างดี
กิจกรรมข้างต้น เช่น ทานข้าวเย็นกับพ่อแม่ เขียนกระดานให้กำลังใจตนเอง ติดรูปสมัยเป็นนักเรียน-นักศึกษา เพื่อสะท้อนความสุขที่เคยมีประสบการณ์ ร้องเพลงคาราโอเกะ กล้าที่จะนำกิจกรรมที่ทำงาน เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในการพักผ่อน โทรคุยกับเพื่อนสนิท พับนก สวดมนต์ มนตราบำบัด ปลูกต้นไม้ เป็นต้น
ผมเลยเสนอแนะกรณีศึกษาให้นำกิจกรรมข้างต้นมาลองสังเคราะห์เชิงกิจกรรมบำบัด ได้แก่
- เลือกกิจกรรม 1 รูปแบบมาทำด้วยความสุขใจ บันทึกว่าคิดจะทำเมื่อใด และรู้สึกเบื่อเมื่อใด แล้วจึงนำรายการกิจกรรมอื่นๆ มาเลือกทำต่อ ในกรณีเกิดความคิดวิตกกังวลจนอ่อนล้าหรือเครียดในช่วงเวลาใดๆ
- เลือกกิจกรรม 3 รูปแบบมาทำอย่างต่อเนื่องเป็น "วงจรคลายใจ" คิดสร้างสรรค์ว่าจะทำขั้นตอนใดๆ ตามลำดับของกิจกรรมที่หลากหลาย
- พยายามเลือกดูภาพธรรมชาติ ไพ่รูปภาพ หรือสื่อสองมิติ ที่ทำให้เรามองสื่ออย่างลึกซึ้ง อยู่กับความคิดของตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป สลับกับทำสมาธิหรือการผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างเป็นลำดับตามลมหายใจ จากนั้นจินตนาการถึงรูป 2-4 รูปว่าสื่อสารอะไรกับเรา และเชื่อมโยงกับชีวิตที่มีคุณค่าได้อย่างไร ยกตัวอย่าง รูปไพ่ Queen กับ รูปไพ่ Jack ที่มีหัวบนล่าง เชื่อมโยงเรื่อง การให้กำลังใจจาก Queen สู้ Jack หากไม่มี Queen ตัว Jack เองก็มีสองใจ คือ คิดให้กำลังใจด้วยตนเองให้เหนือกว่าคิดท้อแท้ใจ
- เนื่องจากการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมของไทยยังไม่มีระบบกิจกรรมบำบัดที่ดี เช่น Daycare of Leisure Management เลยแนะนำให้กรณีศึกษาทบทวนตนเองก่อนนอนว่า วันนี้รู้สึกทำกิจกรรมอะไร อย่างไร ที่มีเป้าหมายพัฒนาคุณค่าและความสุขแก่ตนเอง
ได้นัดหมายกรณีศึกษาท่านนี้มาติดตามความก้าวหน้า
หลังจากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พบว่า กรณีศึกษาเข้าใจและเลือกกิจกรรมรอบตัวมาช่วยจัดการความคิดของตนเอง โดยอาจใช้วิธีการหนึ่งในช่วงสองอาทิตย์ และลองประเมินความคิดของตนเองเพื่อเลือกใช้วิธีอื่นๆ ที่มีอยู่ในคลังความรู้ของตนเอง (มีตัวเลือก 10 วิธี) ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้ขยายผลจากการเข้าโปรแกรมครั้งที่แล้วได้ผล 30% เป็น 50%
อีก 50% คือการมองเชิงบวกถึง "คุณค่าและทักษะของตนเอง" ว่าทำอย่างไรจะให้เกิดการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่สมดุลกับบุคลิกภาพของตนเองที่เบื่อง่าย ไม่มั่นใจตนเอง หงุดหงิด คิดเร็วทำเร็ว ระเบียบมากเกินไป
เราใช้เวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กรณีศึกษาจึงพบว่า ควรปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหมาะสมและรู้จักคาดการณ์ความคิดที่จะส่งผลต่ออารมณ์/บุคลิกภาพทางลบของตนเอง ยกตัวอย่าง รู้ว่าถ้ารับโทรศัพท์เรื่องงาน จะหงุดหงิดไว้ก่อน จึงแก้ไขโดยมองไปที่ตุ๊กตายิ้มที่วางใกล้โทรศัพท์และบอกตนเองว่า ใจเย็นๆ แล้วรับโทรศัพท์ด้วยความคิดเชิงบวก
นอกจากนี้การปรับความคิดให้ใช้เวลาว่างให้มีคุณค่า เช่น หาสถานที่พักร้อนหรือผ่อนคลายในแต่ละเดือน หรือ หากิจกรรมพักผ่อนจากการทำงานประจำ หรือ หากิจกรรมสร้างสรรค์/อาสาสมัครช่วยเหลือผู้อื่น หรือ หากิจกรรมที่เบี่ยงเบนจากอารมณ์วิตกกังวล เป็นต้น
ผมได้ประเมินซ้ำและมั่นใจว่า กรณีศึกษาท่านนี้จะดำเนินชีวิตได้มีความสุขขึ้น หลังจากประเมินบทสนทนาหนึ่งที่ว่า "รู้สึกตื่นเช้าและอยากไปทำงานมากขึ้นหลังจากได้ทบทวนตนเองและพักร้อนที่ทะเลแล้ว...แม้ว่าจะกังวลสภาพจิตใจ แต่ก็จะพยายามใช้กิจกรรมที่มีคุณค่าเบี่ยงเบนความวิตกกังวลนั้น"