ได้นัดหมายกรณีศึกษาท่านนี้มาติดตามความก้าวหน้า
หลังจากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พบว่า กรณีศึกษาเข้าใจและเลือกกิจกรรมรอบตัวมาช่วยจัดการความคิดของตนเอง โดยอาจใช้วิธีการหนึ่งในช่วงสองอาทิตย์ และลองประเมินความคิดของตนเองเพื่อเลือกใช้วิธีอื่นๆ ที่มีอยู่ในคลังความรู้ของตนเอง (มีตัวเลือก 10 วิธี) ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้ขยายผลจากการเข้าโปรแกรมครั้งที่แล้วได้ผล 30% เป็น 50%
อีก 50% คือการมองเชิงบวกถึง "คุณค่าและทักษะของตนเอง" ว่าทำอย่างไรจะให้เกิดการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่สมดุลกับบุคลิกภาพของตนเองที่เบื่อง่าย ไม่มั่นใจตนเอง หงุดหงิด คิดเร็วทำเร็ว ระเบียบมากเกินไป
เราใช้เวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กรณีศึกษาจึงพบว่า ควรปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหมาะสมและรู้จักคาดการณ์ความคิดที่จะส่งผลต่ออารมณ์/บุคลิกภาพทางลบของตนเอง ยกตัวอย่าง รู้ว่าถ้ารับโทรศัพท์เรื่องงาน จะหงุดหงิดไว้ก่อน จึงแก้ไขโดยมองไปที่ตุ๊กตายิ้มที่วางใกล้โทรศัพท์และบอกตนเองว่า ใจเย็นๆ แล้วรับโทรศัพท์ด้วยความคิดเชิงบวก
นอกจากนี้การปรับความคิดให้ใช้เวลาว่างให้มีคุณค่า เช่น หาสถานที่พักร้อนหรือผ่อนคลายในแต่ละเดือน หรือ หากิจกรรมพักผ่อนจากการทำงานประจำ หรือ หากิจกรรมสร้างสรรค์/อาสาสมัครช่วยเหลือผู้อื่น หรือ หากิจกรรมที่เบี่ยงเบนจากอารมณ์วิตกกังวล เป็นต้น
ผมได้ประเมินซ้ำและมั่นใจว่า กรณีศึกษาท่านนี้จะดำเนินชีวิตได้มีความสุขขึ้น หลังจากประเมินบทสนทนาหนึ่งที่ว่า "รู้สึกตื่นเช้าและอยากไปทำงานมากขึ้นหลังจากได้ทบทวนตนเองและพักร้อนที่ทะเลแล้ว...แม้ว่าจะกังวลสภาพจิตใจ แต่ก็จะพยายามใช้กิจกรรมที่มีคุณค่าเบี่ยงเบนความวิตกกังวลนั้น"