ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นาที่ว่ากัน สรุปด้วยเหตุผลสั้น ๆ ว่า ทำให้สิ้นเปลืองเปล่า ๆ เสียเวลา ยุ่งยาก อันตราย

มีเหตุผลหลายประการที่จะตอบสนองต่อความไม่ขยันของครูด้วยเหตุผลที่พอฟังได้

 ๑.วัสดุอุปกรณ์วิทยาศาสตร์อยู่ในสภาพแก่เกินวัย

  ๒.ในเวลา ๕๐ - ๖๐ นาที ยังไงก็ทำ Lab ไม่ทัน ครูไหนทำได้บ้าง

  ๓.Process Approach  ยังไงก็สู่ Dill Approach ไม่ได้อยู่ดี เพราะแบบทดสอบปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกัน แค่เด็กติว 2-3 ชั่วโมงก็มีผลสัมฤทธิ์สูงกว่า...แล้ว (จึงไม่แปลกที่ผล o-net จึงต่ำกว่าร้อยละ ๕๐)

  ๔.อ้างว่าเด็กนักเรียนไม่ชอบ อันตราย ไม่อยากเตรียม ยุ่งยาก วุ่นวาย โทษ ผู้บริหาร นักเรียน อื่น ๆ ยกเว้นตนเอง

  ๕.อ้างว่า บาง direction lab บางอย่างก็ทำจริงไม่ได้

   ๖.ทดลองมาแล้ว วุ่นวายจริง ๆ แค่วันเดียวหลอดทดลองแตกหมดตู้เลย

   ๗.วัสดุอุปกรณ์มีไว้โชว์ เดี๋ยวพอประเมินวิทยฐานะจะไม่มีให้โชว์ กรรมการจะไม่เชื่อ

ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นาที่ว่ากัน สรุปด้วยเหตุผลสั้น ๆ ว่า ทำให้สิ้นเปลืองเปล่า ๆ เสียเวลา ยุ่งยาก อันตราย

   การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะ(Inquiry)ที่เน้นให้นักเรียนทำปฏิบัติการเพื่อช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากสิ่งที่เป็นนามปธรรมไปหารูปธรรม ไม่ประสบความสำเร็จมากนักเนื่องจาก  ครูวิทยาศาสตร์ส่วนมากไม่ทำปฏิบัติการสอนแบบสืบเสาะ(ธรรมศักดิ์ ช่วยวัฒนะ.2546:บทคัดย่อ)

  ไพฑูรย์  สุขศรีงาม(2531ข:66) แบ่งการสืบเสาะออกเป็น 3 ประเภท คือ

    1.การสืบเสาะแบบสำเร็จรูป(Structured Inquri) เป็นการสืบเสาะที่ครูเป็นผู้กำหนดปัญหาแก่นักเรียน  บอกแนวทางในการใช้วัสดุอุปกรณ์ตามขั้นตอนการทดลองและการจัดกระทำข้อมูล นักเรียนเป็นผู้แปลความหลายข้อมูลและลงข้อสรุปด้วยตนเอง

   2.การสืบเสาะแบบแนะนำ (Guided Inquiry) เป็นการสืบเสาะโดยครูเป็นผุ้กำหนดปัญหาให้ แต่ไม่ได้กำหนดกิจกรรมหรือวิธีการทดลอง นักเรียนเป็นผู้ค้นหาวิธีดังกล่าวด้วยตนเองโดยอาศัยการแนะนำจากครู นักเรียนแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มอาจมีวิธีการทดลองที่แตกต่างกัน

  3.การสืบเสาะแบบเปิดกว้าง(Open Inquiry) ในการสืบเสาะแบบนี้นักเรียนจะเป็นผู้สืบเสาะปัญหา วิธีการแก้ปัญหา การจัดกระทำข้อมูล การแปลความหมายและการลงข้อสรุปด้วยตนเอง จึงเป็นการสืบเสาะที่สูงที่สุด นักเรียนจะมีกระบวนการเรียนที่คล้ายคลึงกับการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์มาก

   ในกระบวนการสืบเสาะทั้งสามประเภทมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนานักเรียนด้านวิทยาศาสตร์ที่เน้นกระบวนการปฏิบัติการ สำรวจ ทดลอง และอื่น ๆ ทำให้เกิดทักษะปฏิบัติการ(Manual Skill) และทักษะการคิด (Think Skill)

   แต่ละรูปแบบของการสืบเสาะก็มีข้อจำกัด ซึ่งจำเป็นต้องใช้กับศักยภาพของนักเรียนในแต่ละระดับ ในกิจกรรมที่เสริมทักษะกระบวนการคิดอาจจจะอยู่ในรูปแบบที่ไม่เน้นปฏิบัติการ เช่น การใช้กระบวนการสืบเสาะแบบ Oral Inquiry เป็นต้น

    ด้วยความยุ่งยากซับซ้อนจึงบังเกิดเหตุผลนานาประการที่จะไม่สอนการทำปฏิบัติการแก่นักเรียน