อาจารย์ณัชชา วิเชียรรัตน์ ตีพิมพ์เรื่อง "ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ แต่ไม่ไร้การศึกษา" ใน เดลินิวส์ 5 กันยายน 2552 ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องนี้จะทำให้พวกเรารู้จักเพื่อนบ้าน แรงงานต่างด้าว ผู้อพยพ
และที่สำคัญ คือ รู้จักเมืองไทย เข้าใจมิติเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะ "ต้นทุนจากการไม่ให้การศึกษามักจะสูงกว่าต้นทุนในการให้การศึกษาพื้นฐานเสมอ" นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆ ท่านในกระทรวงศึกษาธิการมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และน่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง
...
การศึกษาจะทำให้เด็กไร้สัญชาติเป็นพลเมืองดี ไม่ว่าจะอยู่ในไทย หรือกลับไปพม่าต่อไป และโปรดอย่าลืมว่า เพื่อนบ้านที่ดีและจริงใจกับไทยมากที่สุด คือ ลาวกับพม่า, ประเทศปากหวานที่ชอบอ้างหลักการต่างๆ มากมายนั้น ไม่ค่อยจริงใจกับไทย และชอบยุยงให้ไทยกับเพื่อนบ้านแตกกันเสมอมา
ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากบทความนี้ ขอความกรุณาแวะไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ "เดลินิวส์" กันครับ
[ ข้อความคัดลอกจาก "เดลินิวส์" ]
เด็กคือเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กไร้สัญชาติ หรือ เด็กมีสัญชาติ พวกเขาต่างก็มีผลต่ออนาคตและความมั่นคงของประเทศชาติ และถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าเหมือนกัน
นับตั้งแต่ปี 2527 รัฐบาลไทยได้อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบในพม่าประมาณ 160,000 คน เข้ามาอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ซึ่งปัจจุบันมี 9 แห่งใน 4 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี แต่ในจำนวนนี้ มีเพียง 20,878 คน ที่ได้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม
...
ส่วนที่เหลือยังคงอยู่อาศัยในประเทศไทย และในจำนวนดังกล่าวก็เป็นเด็กในวัยเรียนถึง 45,000 คน และใน ทุก ๆ วันจะมีเด็กแรกเกิดเพิ่มขึ้น โดยจากข้อมูลของศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เพียงแห่งเดียวพบว่า
มีการเกิดของเด็กเฉลี่ยเดือนละ 70-80 คน ขณะเดียวกันยังมีแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้านมาขายแรงงานราคาถูก ทั้งแบบถูกกฎหมาย และผิดกฎหมายอีกเป็นจำนวนมาก
...
โดยคนเหล่านี้มีลูกที่เกิดในไทยอีกไม่ต่ำกว่าปีละ 5,000 คน ซึ่งจะถูกตีตราว่าเป็นเด็ก “ไร้สัญชาติ” ที่บ้างก็เรียกว่า เด็กไร้รัฐ เด็กต่างด้าว ซึ่งปัจจุบันมีเด็กเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 200,000 คนแล้ว
แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวดูแล้วน่าตกใจ แต่ก็คง เป็นไปไม่ได้ที่จะผลักดันเด็กเหล่านี้ออกนอกประเทศ “การศึกษา” จึงเป็นทั้งความหวังของเด็กที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่
...
ขณะเดียวกันก็เป็นทางออกของรัฐบาลที่จะช่วยบ่มเพาะให้เด็กเหล่านี้เป็นคนดี มีคุณภาพ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม
ตั้งแต่ปี 2548 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยให้สามารถเข้าเรียนได้ ไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่การศึกษา
...
ประกอบกับเมื่อต้นปีการศึกษา 2552 รัฐบาลมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเด็กต่างด้าวก็ได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้เหมือนกับเด็กไทยทุกประการ
ตั้งแต่เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว ไปจนถึงชุดนักเรียน ตำรา และอุปกรณ์การเรียน ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า ในปีการศึกษา 2551 มีโรงเรียน จำนวน 1,516 แห่ง รับเด็กกลุ่มนี้เข้าเรียนแล้วถึง 207,983 คน
...
เมื่อเร็วๆ นี้ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อติดตามสถานการณ์การจัดการศึกษาแก่เด็กไร้สัญชาติ
และตรวจเยี่ยมศูนย์การเรียนที่แรงงานต่างด้าวและผู้หนีภัยการสู้รบได้จัดตั้งขึ้นกันเองแบบไม่มีกฎหมายรองรับ โดยมีองค์กรพัฒนาเอกชน หรือที่รู้จักกันในนามเอ็นจีโอ ทั้งในและต่างประเทศให้การสนับสนุน
...
โดยในการตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านท่าอาจ ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.ท่าสายลวด พบว่า ทางโรงเรียนได้เปิดสอนถึง 3 ภาษา คือ ภาษาไทย พม่า และอังกฤษ ทำความร่วมมือทางวิชาการกับศูนย์การเรียนเอกชน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 5 ศูนย์
จัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนในโรงเรียน หรือ School within School คือ นำเด็กมาจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนของรัฐ ทำให้มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 777 คน แต่มีเด็กไทยเพียง 50 คนเท่านั้น ที่เหลือเป็นเด็กต่างด้าว
...
และเป็นที่น่าสังเกตว่าในจำนวนนี้มีเด็กพม่าที่ข้ามมาเรียนฝั่งไทยแบบเช้าไปเย็นกลับด้วย โดยเด็กพม่าคนหนึ่งให้เหตุผลว่า พ่อแม่ให้ข้ามมาเรียนเพราะ “ฝั่งไทยเรียนฟรี มีข้าวกลางวันกิน”
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ และ ส.ส.เจ้าของพื้นที่ ซึ่งมีเด็กต่างด้าวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก บอกว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีศูนย์การศึกษาคนต่างด้าว ที่จัดโดยเอ็นจีโอ มากกว่า 100 ศูนย์ ในจำนวนนี้อยู่ใน จ.ตากถึง 61 ศูนย์ ซึ่งตามกฎหมายถือว่าเป็นศูนย์เถื่อน
...
และที่ผ่านมาการจัดการเรียนการสอนของศูนย์เหล่านี้จะใช้ระบบการศึกษาของประเทศเพื่อนบ้าน สอนเป็นภาษาพม่า อังกฤษ และกะเหรี่ยง ขณะเดียวกันครูเกือบทั้งหมดเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และศูนย์ดังกล่าวก็ยังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จนมีข้อห่วงใยว่า เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้ และซึมซับเรื่องใดไว้บ้าง แต่ต้องยอมรับว่า เป็นเจตนาดีขององค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยจัดการศึกษา ดังนั้นเพื่อจัดระเบียบการให้การศึกษาแก่เด็กไร้สัญชาติเป็นไปอย่างมีระบบ และมีมาตรฐานที่ดี รวมถึงการสร้างความเข้าใจด้านต่าง ๆ อย่างถูกต้อง
...
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย โดยองค์กรเอกชน ในศูนย์การศึกษาคนต่างด้าว และจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในเร็ว ๆ นี้
ซึ่งเมื่อระเบียบดังกล่าวประกาศใช้ ศูนย์ที่มีความพร้อมก็จะได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งเป็นสถานศึกษาเอกชน ส่วนที่ยังไม่พร้อมก็จะได้รับการพัฒนา
...
แต่หากศูนย์ใดไม่เข้ามาอยู่ในระบบก็จะไม่ได้รับการสนับสนุน และอาจจะถูกจับตาเป็นพิเศษ หากทำอะไรที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย คณะกรรมการระดับจังหวัดก็มีอำนาจสั่งยุบได้
“ตราบใดที่ประเทศไทยต้องการแรงงาน ราคาถูก ดังนั้นรั้วและแม่น้ำสายเล็ก ๆ คงไม่สามารถสกัดกั้นปัญหาแรงงานต่างด้าวและเด็กไร้สัญชาติได้
...
จึงเป็นพันธกรณีที่ ศธ.มีหน้าที่ต้องจัดการศึกษาให้ โดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ และสัญชาติ ซึ่งปัญหาเด็กไร้สัญชาตินี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายความมั่นคง การปกครอง และองค์กรเอกชน ต้องจับมือช่วยกันแก้ปัญหา” รมช.ศธ.กล่าว
ขณะที่คุณหญิงกษมา บอกว่า การจัดการศึกษษให้แก่เด็กต่างด้าวเป็นปัญหาที่มีทั้งคนที่เห็นด้วย และคนที่ตำหนิ แต่นักการศึกษาต้องพยายามพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส
...
เพื่อให้ไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาคมอาเซียนอย่างภาคภูมิ ทำให้เด็กไทยมีโอกาสเรียนภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหากเด็กต่างด้าวเหล่านี้ได้รับการศึกษา ก็จะเป็นคนที่มีคุณภาพ รัก กตัญญู ต่อผืนแผ่นดินไทยที่อาศัยอยู่
และสามารถช่วยเหลือตนเองโดยไม่เป็นภาระให้แก่ประเทศไทยในอนาคต ส่วนกรณีของเด็กที่ข้ามฝั่งมาเรียนเพราะของฟรีคงมีไม่มาก ซึ่งสพฐ.จะต้องออกแนวปฏิบัติ และกำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
...
การให้การศึกษาแก่เด็กไร้สัญชาติต้องมีที่มาที่ไป ไม่ใช่ว่าผู้บริหารไปดึงเด็กข้ามแดนมาเรียน เพื่อมาเอาเงินอุดหนุนรายหัวจากรัฐ ถือว่าไม่ถูกต้องแน่นอน
"มีนักปราชญ์พูดไว้ว่า ถ้าคิดว่าการลงทุนเพื่อการศึกษาเป็นเรื่องแพงแล้ว ก็ลองปล่อยให้คนไม่มีการศึกษาดู แล้วจะรู้ว่าแพงกว่าขนาดไหน
...
จะเห็นได้จากกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ในอดีตเราปล่อยให้มีการศึกษาประเภทอื่นเกิดขึ้น โดยไม่ได้เข้าไปกำกับดูแล และไม่ได้ปลูกฝังความเป็นไทย
จึงทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจในความเป็นไทย และไม่มีฝีมือพอที่จะทำงาน แต่ถ้าเราได้ช่วยดูแลเขาให้มีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทย และดำรงตนอยู่ได้ ก็จะทำให้เขามีความรู้สึกที่ดี” เลขาธิการ กพฐ. ชี้ให้เห็นภาพ
...
การศึกษากับความมั่นคง ต้องเดินไปด้วยกัน ถึงเวลาแล้วที่ต้องร่วมวางกรอบ และพลิกวิกฤติเด็กไร้สัญชาติที่มีอยู่เกลื่อนเมือง ให้เป็นขุมกำลังที่ดีของชาติต่อไป.