[ CDC ]

ภาพที่ 1: โรคสไพนา ไบฟิดา (spina bifida) ในสหรัฐฯ ลดลงหลังมีกฏหมายบังคับให้เติมวิตามิน B ที่ชื่อ "กรดโฟลิค (folic acid)" ในแป้งและผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มธัญพืช [ CDC ]

...

 [ NIH ]

ภาพที่ 2: โรคสไพนา ไบฟิดา อาจทำให้กระดูกสันหลัง (back bone / spine) ด้านหลัง ซึ่งเป็นส่วนโค้งซ้าย-ขวาโตมาเชื่อมติดกันได้ไม่สนิท ทำให้เกิดช่องว่างทางด้านหลัง และช่องทางไหลของน้ำภายในไขสันหลัง (spinal canal) ปิดไม่สนิท[ NIH ]

ผลคือ อาจมีถุงน้ำ หรือไขสันหลังจากช่องไขสันหลังโตไปทางด้านหลัง เห็นเป็นถุงทางด้านหลังของเด็ก

...

 [ lucina ]

ภาพที่ 3: ปกติกระดูกสันหลังจะมีส่วนโค้งโตจากทางซ้าย-ขวา เชื่อมกันตรงกลาง ทำให้มีลักษณะคล้ายหลังคาโค้ง หรือสะพานโค้ง (ภาพตัดขวาง - ภาพบน), [ lucina ]

โรคสไพนา ไบฟิดาทำให้หลังคาโค้งนี้ (อยู่ด้านหลังของลำตัว) หายไป (A), เกิดเป็นถุงน้ำ (B), ถุงน้ำที่มีไขสันหลังภายใน (C), หรือที่แย่สุดๆ คือ ไขสันหลังโผล่ไปทางด้านหลังโดยบางส่วนไม่มีถุงหุ้ม (D) 

...

 [ Wikimedia ]

ภาพที่ 4: โรคสไพนา ไบฟิดา (spina bifida) อาจทำให้สมองใหญ่เติบโตได้ไม่ดี หรือหายไปพร้อมกะโหลกศีรษะระดับเหนือแนวตา-หูดังภาพ [ Wikimedia ]

.......................................................

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ หรือวัยที่มีประจำเดือนกินวิตามิน B ที่ชื่อ 'folic acid' หรือกรดโฟลิค (folate / โฟเลต) เพื่อป้องกันเด็กในครรภ์ไม่ให้มีกลุ่มโรคกระดูกสันหลังพิการชนิดกระดูกสันหลังด้านหลังปิดไม่สนิท ทำให้มีถุงน้ำ หรือมีเนื้อไขสันหลังยื่นไปด้านนอก (spina bifida)

ผู้หญิงฝรั่งเกือบทั้งหมดกินวิตามินนี้ตอนตั้งครรภ์ ซึ่งมักจะสายเกินไป

...

ปกติกระดูกสันหลังจะงอกอ้อมเป็นรูปโค้งทางซ้าย-ขวา บรรจบเป็นรูปทรงกลมโค้ง... โรคสไพนา ไบฟิดา จะทำให้กระดูกสันหลังด้านหลังก่อรูปโค้งทางซ้าย-ขวาไม่ครบ เกิดเป็นช่องว่าง ซึ่งพบได้ตั้งแต่เกิดช่องว่างเล็กๆ ไม่มีอาการอะไร ไปจนถึงช่องว่างใหญ่

กรณีเกิดช่องว่างใหญ่... เยื่อหุ้มกระดูกสันหลังอาจโป่งออกทางด้านหลัง โดยจะมีเนื้อไขสันหลังโป่งด้วยหรือไม่ก็ได้ และอาจทำให้ขาเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต หรือมีความผิดปกติของระบบประสาทตั้งแต่เกิดได้

...

เด็กในครรภ์ที่เป็นโรคนี้อาจมีความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และบางคนมีสมองหายไปบางส่วนได้

โรคสไพนา ไบฟิดาป้องกันได้ 75% ด้วยการกินยาเม็ดกรดโฟลิค 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ และต่อไปถึงช่วงตั้งครรภ์

...

ไขสันหลังพัฒนาขึ้นตั้งแต่ 4 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ทำให้การกินวิตามินนี้หลังท้องแล้วมักจะสายเกินไป

ปีนี้เป็นปีที่พบโรคสไพนา ไบฟิดาสูงในสกอตแลนด์ ซึ่งที่ปรากฏชัดเจนอาจเป็นผลจากคุณแม่ชาวสกอตไม่นิยมทำแท้ง (ฆ่าลูก) หลังตรวจพบความผิดปกติ ซึ่งเรียกเสียหรูว่า 'การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุด (termination; terminate = ทำให้ถึงที่สุด; terminal = จุดหมายปลายทาง)'

...

สถิติใน UK พบว่า เมื่อตรวจพบความผิดปกติ... ผู้หญิงสกอตทำแท้ง 50%, ผู้หญิงในส่วนที่เหลือของ UK (อังกฤษ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ) ทำแท้ง 90%

ขนาดของกรดโฟลิคคือ 400 ไมโครกรัม/วัน ก่อนท้องอย่างน้อย 3 เดือนจนถึง 3 เดือน (12 สัปดาห์) ของการตั้งครรภ์

...

กรดโฟลิคหรือโฟเลตมีมากในพืชผัก เช่น ผักใบเขียว ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวโอ๊ต ฯลฯ สหรัฐฯ มีกฏหมายบังคับให้เติมกรดโฟลิคในแป้งทำขนมปัง และอาหารกลุ่มธัญพืชทุกชนิด ทำให้ความพิการแบบนี้ลดลง

...  

ภาษาอังกฤษสบายๆ สไตล์เรา                   

หัวข้อเรื่องนี้คือ 'All women urged to take folic acid pills 'just in case' dose protects unplanned babies being born with spina bifida.'

แปลว่า "ผู้หญิงทุกคนควร (urge = กระตุ้น ชักชวน ผลักดัน) กินยาเม็ด (pill = ยาเม็ด) กรดโฟลิคในขนาด (dose = ขนาด) "เผื่อว่า (just in case = if = ถ้า ในกรณีที่) ท้องโดยไม่ได้วางแผน (un- = ไม่; plan = วางแผน; unplanned = ไม่ได้วางแผน ไม่ได้คิดมาก่อน) เพื่อป้องกัน (protect = ป้องกัน) เด็กเกิดมาพิการด้วยโรคสไพนา ไบฟิดา"

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ 

 ติดตามบล็อกของเราได้ทางทวิตเตอร์ > [ Twitter ]

ที่มา                                                                  

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า > 5 กันยายน 2552.
  • ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.