วันนี้รู้สึกเงียบไร้เสียงพูดคุยเพราะอยู่คนเดียวอาจารย์ไปธุระที่ปทุมธานี..

เมื่อความสงัดเข้ามาจึงเห็นธรรมชาติที่แท้ได้มากขึ้น

นั่งดูต้นข้าวที่โดนกระแสลมพัดไหวโอนอ่อนไปตามแรงลมอย่างสวยงาม 

เมื่อคืนฝนตกต้นไม้ล้มหักหลายต้นแต่ทำไมต้นข้าวจึงไม่ล้มไม่หัก 

บางครั้งความอ่อนนี้สามารถต้านทานความแข็งกระด้างได้อย่างดีเยี่ยม 

ความแข็งที่มีพลังสามารถทำลายสรรพสิ่งให้พังทลายไปได้ 

บางครั้งก็หาใช่ความแข็งที่แท้จริงไม่ 

เพราะความแข็งก็ไม่สามารถที่จะทำลายความอ่อนโยนลงได้ 

คนเราหากนำความแปรเปลี่ยนแห่งธรรมชาติตรงนี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิต

สังคมก็จะน่าอยู่มากขึ้น  ความอ่อนโยนที่บางครั้งคนมองว่ามันอ่อนแอนี้แหละสามารถที่จะสยบความแข็งกระด้างของคนได้อย่างดีเยี่ยม

ความอ่อนโยนนี้ถ้าผู้ที่บอกว่าอยากจะเข้าไปทำงานในสภา

เพื่อรับใช้ประชาชนมีประจำใจไว้ประเทศนี้ก็คงมีอะไรที่ดีๆให้ดูชมขึ้นเยอะ

เลยนึกถึงคำของเหลาจื้อว่าไว้ว่า..

ไม่มีสิ่งใดจะอ่อนนุ่มไปกว่าน้ำ

แต่ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งไปกว่าน้ำ

ในการมีชัยเหนือสิ่งที่แข็ง

นับว่าไม่อาจหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบ

ไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทน

ความอ่อนแอมีชัยต่อความแข็งแรง

ความอ่อนโยนมีชัยต่อความแข็งกระด้าง

ไม่มีใครที่ไม่รู้

แต่ไม่มีใครที่ปฏิบัติ

(วิถีแห่งเต๋า พจนา  จันทรสันติ  แปลและเรียบเรียง)

ธรรมะสวัสดีขอรับ..