คนที่มาเรียนต่อต่างประเทศ ยังไงซะก็คงอดหาลู่ทางทำงานไม่ได้ โดยเฉพาะที่อเมริกา บางคนมาทำงานเป็นหลักทั้งที่ตัวเองถือวีซ่านักเรียนด้วยซ้ำก็มี..... อย่างน้อยก็มีเงินใช้จ่าย ไปเที่ยว หรือเก็บไว้ส่งเมืองไทยก็ว่ากันไป.....หลายคนก็ทำงานกันอย่างผิดกฎหมาย จะเรียกว่าเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ.....เวลาเรามองคนกะเหรี่ยงหรือคนพม่าที่เข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย เหมือนกับเป็นบุคคลชั้นสองยังไง เจ้าของประเทศอเมริกาเขาก็มองเราอย่างนั้น.....ความรู้สึกของผมคิดว่า มันไม่มีหนทางที่เราจะทำงานที่ถูกต้องในฐานะคนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิในบ้านเกิดของเราแล้วทำให้ชีวิตของเราสบายได้เลยเชียวหรือ ถึงต้องบากบั่นกันมาที่นี่ ต้องหลบซ่อน ต้องกลัวการตรวจค้น ต้องดิ้นรนแต่งงาน หรือทำเรื่องทางกฎหมาย เพื่อให้เป็นพลเมืองของประเทศอื่น (ซึ่งคำตอบก็คง ใช่).....เป็นคุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยอย่างหนึ่งคือ เราไม่ค่อยจะคิดถึงส่วนรวม ไม่มีใครช่วยเหลือกันถึงแม้จะมาอยู่ไกลแสนไกล คนไทยด้วยกันก็ยังทะเลาะและไม่สามัคคีกัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลประโยชน์และผลกำไร.....แน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมด แต่ผลในรูปธรรมเป็นเครื่องบ่งชี้ได้อย่างดี ใน Los Angeles มี Thaitown ซึ่งเมื่อเทียบกับ China Town, Korean Town, Japanese Village แล้ว เราสู้เขาไม่ได้แม้แต่น้อย.....ตรงนี้คงไม่ต้องพูดถึงว่าญี่ปุ่นเจริญกว่า จีนเจริญกว่า เพราะทุกๆ ชุมชนที่กล่าวมาก็อยู่ในสภาพเศรษฐกิจเดียวกัน อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ที่จะต่างก็คือวิถีทางปฏิบัติที่แตกต่างกันเท่านั้น.....
พูดเสียยาว จากครั้งก่อนที่ผมกลับเมืองไทยไปเพื่อจะไปเอาเอกสารเกี่ยวกับการสมัครเรียนกลับมา ผมก็มั่นใจว่าจะต้องเข้ามหาวิทยาลัยให้เร็วที่สุด เพราะกลับไปเมืองไทยคราวนั้นรู้สึกสนุกมาก อยากจะรีบกลับมาเร็วๆ.....แต่เมื่อกลับมาถึงอเมริกา โอกาสในการหารายได้ เพื่อแบ่งเบาภาระที่เมืองไทยก็มา เมื่อพี่คนหนึ่งชวนไปทำงาน ซึ่งไม่ใช่ร้านอาหารอย่าง 90% ของคนไทยทำกัน แต่เป็นร้านหมอฟัน ซึ่งเป็นร้านของชาวจีนอเมริกันที่พี่คนไทยคนนี้เขาไปทำมาสองปีได้ แต่เนื่องจากมีเหตุที่ทำให้พี่เขาต้องออกจากงาน เขาจึงหาตัวแทนไปทำ.....งานที่ว่านี้เป็นงานออฟฟิศ ไม่ใช่งานในห้องผู้ป่วย คือทำเกี่ยวกับเอกสารและประวัติคนไข้ รวมทั้งทำบัญชีการเงินเพื่อส่งให้กับบริษัทประกันภัย.....เป็นงานที่เราสามารถนำไปเขียนอ้างอิงในเรซูเมได้แน่ๆ ต่างจากพนักงานเสริฟที่นักเรียนส่วนใหญ่ทำกัน.....
แต่ผมเป็นนักเรียน จะทำงานได้ยังไง.....ทางคุณหมอเขาก็ช่วยโดยการจ้างในจำนวนชั่วโมงที่นักเรียนต่างชาติสามารถทำได้อย่างถูกต้อง และเวลาทำงานที่เหลือเขาก็ถือว่าเป็นการจ้างนอกสัญญาที่ระบุตามเอกสารไป.....ทำงานซักพัก หาที่เรียนไปด้วยก็คงโอเค คิดได้แบบนั้นก็เลยตกลงไปทำ 5 วันต่อสัปดาห์ จนกว่าจะได้ที่เรียนก็ค่อยปรับเปลี่ยนเวลากันต่อไป
ที่นี่ผมก็ได้เรียนรู้หลายอย่างโดยเฉพาะทางด้านทันตกรรม รู้ว่าส่วนไหนในปากคืออะไร และอาการแบบไหนต้องรักษายังไง ราคาเท่าไหร่ รู้จักการเอ็กซเรย์และการอ่านฟิล์ม รู้จักศัพท์ต่างๆมากมาย และที่สำคัญได้ทำฟันลดราคา 55 ก็สนุกไปอีกแบบ แต่ก็แน่นอนว่ามันก็ต้องมีผิดพลาดมีอะไรบ้างเพราะเราก็ไม่ได้เรียนมาทั้งทางทันตกรรมและทางบัญชี แต่ก็เป็นการเรียนรู้ระหว่างทำงานที่ไม่ได้สร้างปัญหาให้มากนัก
ไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าจะได้ทำงานออฟฟิศที่อเมริกา และได้ทำ 5 วันต่อสัปดาห์ ช่วงนั้นผมแทบไม่ต้องใช้เงินจากเมืองไทยเลย รู้สึกโตขึ้นเพราะสามารถบริหารเงินของตัวเองได้ เวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี จึงมารู้สึกตัวว่า แล้วทำไมยังไม่เรียนซักที 555.....นึกได้ ก็ลองติดต่อแต่ละมหาวิทยาลัยดู ซึ่งในที่สุดมหาวิทยาลัยที่ใกล้บ้านที่สุดก็เป็นตัวเลือกที่ง่ายและเร็วที่สุด (ใจจริงอยากเรียน มหาวิทยาลันหรูหราอย่าง USC หรือ UCLA แต่มันไกลบ้านเหลือเกิน แถมยังต้องการคะแนนโทเฟิลมากมายมหาศาล ซึ่งก็ไม่รู้จะใช้เวลาเท่าไหร่ในการไปสอบ) ถึงตรงนี้ผมคิดว่าคงจะเป็นการยากที่จะทำร้านหมอฟันต่อไป จริงๆก็ทำได้ แต่คงจะไม่เต็มที่เหมือนก่อน และหากทำต่อ คงจะเป็นการกั๊ก ไม่ให้คนที่พร้อมกว่าได้เข้ามาทำ.....1 ปีผ่านไปผมจึงออกจากร้านหมอฟัน แต่ก็ยังจำช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดีและถือเป็นประสบการณ์แบบบังเอิญๆ ที่มีประโยชน์ ไม่มากก็น้อยครับ
อีก 2 วันจะครบ 5 ปีในการมาอยู่ที่ต่างประเทศ และที่กล่าวมาก็คือเหตุผลว่าทำไม มันถึง 5 ปี.....คราวหน้าจะพูดถึงมหาวิทยาลัยซักที ขอบคุณที่อ่านกันเรื่อยมาครับ
เขียนเมื่อ 31 กรกฎาคม 2548, Covina, California
ขอบคุณมากที่เอาประสบการณ์ มาเล่า ค่ะ อ่านแล้วสนุกค่ะ