ภูมิปัญญาไทยในการใช้เครื่องประดับ
เพชรนิลจินดา นับได้ว่าเป็นอัญมณีที่มนุษย์เรานำมาใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งร่างกายให้สวยงามประกอบกับเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งคนไทยมักเลือกใช้ให้ถูกโฉลกตามราศี เพื่อความเป็นสิริมงคล เพื่อความโชคดี ความสำเร็จสมหวัง ดังตำรับเก่าแก่ของไทยที่กล่าวถึงรัตนชาติไ“เพชรน้ำดี (Diamond) มณีแดง (Ruby) เขียวใสแสงมรกต (Beryl)
เหลืองใสสดบุษราคัม (Topaz) แดงแก่ก่ำโกเมนเอก (Garnet)
สีหมอกเมฆ นิลกาฬ (Sapphire) มุกดาหารหมอกมัว (Adularia)
สีสลัวเพทาย (Zircon) สังวาลสายไพฑูรย์ (Chrysoberyl)”
ข้อความดังกล่าวแสดงว่า คนไทยนั้นรู้จักนำอัญมณีมาทำเครื่องประดับนานแล้ว เช่น
แหวนนพเก้า เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ในรัชกาลที่ 4 สำหรับพระราชทานฝ่ายหน้า ซึ่งประกอบด้วย ดวงตรามหานพรัตน ดารานพรัตน และแหวนนวรัตน หินมีค่า รัตนชาติ และหินสีต่าง ๆ
นอกจากนำมาใช้เป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงามแล้ว ยังใช้ในการบำบัดรักษาได้อีกด้วย เนื่องจากหินสะสม พลังงานธรรมชาติของจักรวาลเอาไว้นับพันนับหมื่นปี จึงมี พลังธรรมชาติ สะสมอยู่แตกต่างกันออกไปตามชนิดของหิน ความเย็นของสร้อยหินเมื่อสวมใส่ จะเกิดการถ่ายเทความร้อนจากร่างกาย ทำให้ร่างกายปรับอุณหภูม ิได้สมดุล พอเหมาะกับหิน ร่างกายจะรู้สึกสบายขึ้น และรู้สึกชินกับการสวมใส่เหมือนเป็นเพื่อน ถ้าไม่ได้สวมใส่รู้สึกว่า จะขาดอะไรไป สักอย่าง แต่หินทุกชนิดมีพลังอยู่ในตัว ถ้าหากใช้โดยไม่ปรับพลังให้มีอำนาจพุทธคุณเสียก่อน พลังของหิน จะวิ่งไป สะสมที่ระบบประสาท และกดระบบประสาทเอาไว้ ทำให้ผู้ใช้หินเกิดความไม่สมดุลของร่างกาย เช่น ชาตามแขน ขา กระดูกสันหลังได้ เพราะพลังจะเป็นคลื่นไปที่ศูนย์รวมประสาทหรือสมองทำให้รู้สึกหนักศีรษะ มึนศีรษะ แต่ถ้าใช้อำนาจ พุทธคุณปรับพลังเสียก่อนก็จะใช้พลังของหินตามวัตถุประสงค์ที่ปรับไว้ได้ ทำให้เกิดประโยชน์ด้านการบำบัด ด้านจิตใจ และด้านอื่น ๆ ได้ดังใจปรารถนา แต่หินบางชนิดมีกระแสแรงมากเหมือนสิ่งเสพติด เช่น ทูร์มาลีน เป็นโทษ มีผลในการกดระบบประสาท ทำให้ระบบในร่างกายผิดปกติ บริษัทผลิตเสื้อผ้า ถุงน่อง รองเท้า ที่นอน น้ำดื่ม อาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นำมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต
ดังนั้นผู้ใช้จึงควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงในการใช้จะดีกว่าเพราะให้โทษต่อร่างกาย ความนิยม ในการใช้หิน เป็นเครื่องประดับ มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ดังหลักฐานการขุดค้นพบลูกปัดทวาราวดี ลูกปัดบ้านเชียง เป็นต้น แต่ที่น่าสนใจมากในปัจจุบัน ก็คือ การใช้หินสีต่าง ๆ เป็นเครื่องประดับ กลับได้รับความนิยม มากและราคาถูกกว่า เครื่องประดับประเภทเพชรพลอย จนกล่าวได้ว่า การใช้เครื่องประดับหินสีต่าง ๆ นั้น ทำให้สร้างเสริมอาชีพอิสระ คือ สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทยอีกอาชีพหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้จาก การออกแบบที่สวยงาม อลังการ และเกิด จากภูมิปัญญาไทย ฝีมือคนไทย ที่เรียกว่า สินค้าแฮนด์เมด ที่จะหาซื้อได้ไม่ยากเพราะมีจำหน่ายอยู่ทั่วไป เช่น สวนจตุจักร ห้างเซ็นทรัล ย่านเยาวราช สำเพ็ง ศูนย์การค้าต่าง ๆ แม้แต่ตลาดนัดบางแห่งก็มีวางขายกันอยู่ทั่วไป
การใช้หินมีค่า (รัตนชาติ) และหินสีต่าง ๆ ในสมัยโบราณ มักใช้หินมีค่าไปประดับอาวุธยุทโธปกรณ์ ใช้ทำหัวแหวน ใช้ทำกำไลข้อมือ และเครื่องใช้สอยสำหรับกษัตริย์ เช่น บัลลังก์ คธา มงกุฎ ธารพระกร
ส่วนผู้มีฐานะดีทั้งคนไทยและคนต่างชาตินับแต่อดีตกาล มักใช้เครื่องประดับด้วยเพชรนิลจินดา หรือหินมีค่าประดับประดา แสดงความมั่งคั่งร่ำรวยในฐานะของตนเสมอ
หินสีต่างกับหินมีค่า คือ หินสีนั้นมีมาก หาได้ง่าย สีจะไม่โปร่งใสเหมือนกับหินมีค่าที่สามารถเจียระนัยเหลี่ยมต่าง ๆ และแกะสลักให้สวยงามตระการตา หินสีมักมีลวดลาย สีสัน สวยงาม ใช้ทำเครื่องประดับแบบต่าง ๆ ได้ตามจินตนาการของผู้ออกแบบ สามารถเจียระนัยและแกะสลักเป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่น พระพุทธรูป เซียน รูปทรงกลม ปิรามิด หรือแท่งเหลี่ยม ฯลฯ
ส่วนหินมีค่า (รัตนชาติ) หรือเพชรพลอยนั้น มีราคาสูง นิยมประดับเพชร ทอง ทองคำขาว ราคาจึงค่อนข้างสูง ทำให้ผู้คนหันมานิยมใช้หินสีต่าง ๆ หลากหลายชนิดเป็นเครื่องประดับ ด้วยเหตุผลที่ราคาย่อมเยากว่า ด้วยความเชื่อโชคลางและความเชื่อเรื่องพลังหินบำบัด เช่น การแขวนผลึกคริสตัลด้วยความเชื่อว่ารักษาโรคได้ สมัยโบราณใช้วิธีการวางหินและผลึกตรงจุดประสาทสำคัญของร่างกาย เชื่อว่าเป็นการใช้พลังการบำบัดรักษาจากหิน นอกจากนี้แล้วยังนิยมใช้เครื่องประดับตามราศีเกิด ตามเดือนเกิด ตามวันเกิด และสำหรับปีแต่งงานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความนิยมตามแนวไทยหรือสากลก็ตาม นิยมประดับเพื่อความสวยงาม และเลือกใช้ให้ถูกโฉลกเพื่อความโชคดี ความสำเร็จ สมหวัง ดังนั้น การเลือกหินที่ชอบนั้น จะเลือกใช้ตามราศีเกิด เดือนเกิด หรือวันเกิดได้ตามความสะดวกและขึ้นอยู่กับความพอใจ
ว้ว่า


