จงโจทก์ตนด้วยตนเอง

ในการดำเนินคดีทางศาล  ทุกเรื่องต้องมีโจทก์  คือผู้ยื่นฟ้อง  จำเลย  และผู้พิพากษา แล้วจึงจะพิจารณาคดีไปตามตัวบทกฎหมาย  ทั้งโจทก์และจำเลย  ต่างก็มีทนายช่วยแก้ต่างให้

แต่ในทางพุทธศาสนานั้น  พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้มีการฟ้องตัวเองคือให้ตัวเองเป็นทั้งโจทก์ จำเลย  และผู้พิพากษา  ไม่มีทนายแก้ต่างให้  ต้องแก้ไขคดีความด้วยตนเอง 

               ดังคำสุภาษิตที่ว่า

อตฺตนา  โจทยตฺตานํ  = จงเป็นโจทก์ตนด้วยตนเอง

ปฏิมํเสตมตฺตนา = จงพิจารณาหรือพิพากษาตนด้วยตน

เหตุที่ต้องกำหนดให้เป็นโจทก์ฟ้องตนเอง  และให้พิพากษาพิจารณาด้วยตนเอง  ก็เพื่อแก้ไขและป้องกันมิให้คดีติดตัวที่จะนำความทุกข์เกิดขึ้นอีก

จึงต้องระวังและคุ้มครอง  รักษาตนไว้ให้ดี  เพื่อว่าจะได้อยู่เป็นสุข

คดีที่ว่าก็คือ  ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง

ในชั้นต้น  เป็นความโลภ  ความโกรธ  ความหลงที่หยาบ  แสดงออกทางกายและวาจา

-ทางกาย คือ  การฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ผิดกาเมดื่มน้ำเมา

-ทางวาจา คือ การพูดเท็จ และคำหยาบ  พูดเพ้อเจ้อ  เหลวไหล  ไร้สาระ

ในชั้นกลาง  คือ  การมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว  ซึ่งเกิดจากใจหรือจิต

1.หลงใฝ่ฝันหาในกามารมณ์

2.จิตคิดปองพยาบาทปองร้ายหมายพินาศ

3.จิตเคลิบเคลิ้ม  เกิดความหดหู่

4.จิตฟุ้งซ่าน   เกิดความรำคาญ

5.จิตเกิดความลังเล สงสัย เกิดความไม่แน่ใจ

ในชั้นสูงสุด  เกิดขึ้นในขณะที่จิตสงบ  แต่จิตยังติดในกิเลส  และเมื่อมีสิ่งมากระทบก็มักจะเกิดการครอบงำจิตจึงมี

1.การติดในสิ่งที่น่าใคร่  หรือ การชอบใจ

2.มีความขัดใจ

3.เห็นเป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้

4.ความลังเล

5.ความถือตัว

6.ความติดในความเป็นนั่น  นี่

7.เขลา  ไม่รู้จริง

               ดังนั้น  จงเป็นผู้มีสติคุ้มครองรักษาตนได้อยู่เป็นสุข