หนังเรื่อง The Pursuit of Happyness แม่ของผมแนะนำให้ผมดูเมื่อประมาณปีที่แล้วเมื่อผมได้ดูแล้วถึงกับน้ำตาซึมเลยล่ะครับ หนังเรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตผมอย่างมาก  และเมื่อคุณได้อ่านหรือชมภาพยนต์เรื่องนี้แล้วมันอาจเป็นอีกประสบการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณเช่นกัน  ไปดูกันเลยครับว่าหนังเรื่องนี้จะสนุก ซึ้ง เศร้า และให้ข้อคิดกับเราเพียงใด

The Pursuit of Happyness คือเรื่องจริงที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ของวีรบุรุษนักขายฝีมือดีที่สุด ที่กลายเป็นตำนานของอเมริกา ตีแผ่หนทางพิชิตความจนของ เซลล์แมนฝีมือเลิศ คริสการ์ดเนอร์ (รับบทโดย วิล สมิธ) ที่ครั้งหนึ่งต้องแบกภาระเป็นหางเสือ นำทางให้ครอบครัวพ้นจากภาวะยากจน

แต่เพราะพิษเศรษฐกิจรุมเร้าเกินเยียวยา ลินดา (เทนดี้ นิวตัน) ภรรยาของคริสจึงทิ้งเขา และลูกชายวัย 5 ขวบ คริสโตเฟอร์ (จาเดน คริสโตเฟอร์ ไซร์ สมิธ) ให้เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจติดลบเพียงลำพัง

คริสกลายเป็นคุณพ่อหม้ายลูกติด ที่ต้องกัดฟันสู้กับความจนอย่างรุนแรง บ่อยครั้งที่เขาต้องกระเตงลูกชายตัวน้อย ออกเร่ร่อนเหมือนคนจรจัด กับเงินติดกระเป๋าเพียง 1 ดอลลาร์ แต่เพราะใจสู้ บวกกับความฉลาด เขาสู้ยิบตาเพื่อหางานที่ให้ค่าจ้างสูงขึ้น เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของลูกชายสุดที่รัก ..

หลังจากรับรู้รสชาติของความจนถึงขีดสุด วันหนึ่ง หนทางสู่ความสุขของ 2 พ่อลูกก็ปรากฏขึ้น.. เมื่อคริสเดินผ่านหน้าบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ เขาสังเกตเห็นว่า ทำไมคนที่นี่ถึงมีรอยยิ้มที่มีความสุข ในขณะที่เขาทุกยากแสนสาหัส

คริสเกิดไอเดียใหม่ "..เขาควรทำงานเกี่ยวกับการเงิน" คริสจึงมุ่งมั่นสู่การเป็น โบรคเกอร์ในบริษัทโบรกเกอร์อันทรงเกียรติแห่งหนึ่ง เขาใช้มันสมอง มาพลิกแพลงเป็นกลเม็ดการขายได้อย่างน่าทึ่ง และด้วยพลังแห่งความรักที่มีต่อลูก กลายเป็นแรงฮึดมหาศาล ที่นำพาคริสไปสู่การเป็นสุดยอดเซลแมน ที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง ในประวัติศาสตร์อเมริกา

หนังเรื่องนี้สอนผมหลายอย่างที่สำคัญคือความสำเร็จนั้นไม่ได้เดินเข้ามาหาเราแต่เราต่างหากที่ต้องไปไขว่คว้ามันดังคำประกาศอิสรภาพที่ผมได้ยินจากคริสในประโยคหนึ่งของหนัง เป็นประโยคที่ในวันอันยากไร้  ที่โธมัส เจฟเฟอร์สัน  เขียนเอาไว้ ว่า แสวงหาความสุข” (the pursuit of Happiness) เคียงคู่ไปกับคำว่า ชีวิต  และ เสรีภาพ หากคุณยังรอความสำเร็จและคิดว่ามันล่องลอยอยู่รอบตัวแล้วล่ะก็ไม่มีวันที่คุณจะประสพความสำเร็จอย่างแน่นอน