ชีวิตไม่เที่ยงเท้ ความตายเที่ยงแท้

                ความตาย..เป็นธรรมะอีกข้อหนึ่งที่มนุษย์เราทุกคนจะต้องประสบพบเจอกันแน่แท้  ไม่มีใครคนใดเลยที่จะหลีกหนีความตายไปได้  ไม่ว่าคุณจะเป็นคนจน คนรวย คนฉลาด คนเขลา คนดี หรือคนชั่วก็ตามที  ทุกคนบนโลกนี้ล้วนจะต้องจบชีวิตตัวเองลงบนเส้นทางแห่งความตาย นั่นคือ..ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น ..

                เมื่อลองพิจารณาวงจรชีวิตของมนุษย์เราดูแล้ว  จะได้เห็นว่า  ชีวิตของมนุษย์นี้  ช่างแสนสั้น มีประมาณน้อยนัก  เปลี่ยนแปลงอย่างเร็ว  มีความทุกข์มาก  เมื่อเกิดแล้ว ก็ต้องแก่ เจ็บ และตายในที่สุด  ชีวิตมนุษย์เราก็มีเพียงเท่านี้แหละโยม  มนุษย์เราสามารถจะกำหนดรู้ถึงวันเกิดของตนได้  รู้สถานที่เกิดของตนเองได้  แต่ไม่มีใครเลยที่กำหนดล่วงรู้ว่า วันตายเป็นวันไหน  สถานที่ตายเป็นที่ไหน  และเมื่อตายแล้วจะไปที่ไหนกัน?                

                เมื่อเรารู้ว่าทุกคนจะต้องตาย  เราก็ควรจะระลึกนึกถึงความตายอยู่เสมอเพื่อไม่เกิดความประมาท  ดังที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพระอานนทเถระว่า  "อานนท์ เธอระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง" พระอานนท์กราบทูลว่า "ข้าพระองค์ระลึกถึงความตายวันละพันครั้ง" พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่า "อานนท์เธอระลึกถึงความตายวันละพันครั้งยังถือว่าประมาทอยู่มาก" พระอานนท์ทูลถามว่า "ควรระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระเจ้าข้า" พระพุทธองค์ตรัสว่า "ควรระลึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจ"  นี่แสดงให้เห็นว่า  ความตายเกิดขึ้นได้อยู่ทุกที่ทุกเวลา  ไม่ว่าจะอยู่ไหนเวลาใด  ที่สำคัญก็คือให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอว่า "ตายหนอ ๆ"  คุณจะตายวันไหน ที่ไหนก็อย่าได้กังวลใจไป  เพราะทุกคนต้องตายกันอยู่แล้วตามกำหนดของบุญกรรมที่เราสร้างสมกันมา  แต่เมื่อตายไปแล้วคุณจะไปที่ไหน? นี่สิน่าคิด..

               ทางที่คุณจะต้องไปเมื่อตายแล้วมี 2 อยู่ทาง  คือ ทางไม่ดีที่เรียกว่า ทุคติ  ได้แก่ อบายภูมิ ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น  และ ทางดีที่เรียกว่า สุคติ ได้แก่ มนุษยโลก สวรรคโลก และพรหมโลก  ตลอดทั้งพระนิพพาน  เมื่อตายแล้วจะไปเกิดที่ใดนั้น  พระพุทธเจ้าก็ตรัสบอกเหตุที่จะไปเกิดไว้  คือ การกระทำ  กฎแห่งกรรม หรือความประพฤติดีชั่วในขณะมีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่บนโลกนี้นั่นเองที่จะพาคุณไปสู่โลกหน้าหรือทางดังกล่าวทางใดทางหนึ่ง

               ถ้าคุณประพฤติชั่ว คือก่อกรรมทำเข็ญในสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนและสัตว์ คือ  การผิดศีล 5  คุณจะไปอบายภูมิเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นต้น  แต่ถ้าคุณประพฤติปฏิบัติตามหลักศีล 5 คุณจะไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง

               ถ้าคุณประพฤติปฏิบัติตามธรรม 2 ข้อ คือ หิริและโอตัปปะ กล่าวคือ  เป็นคนมีความละอายชั่ว ไม่ยอมทำชั่วในที่ทุกสถาน  และเกรงกลัวผลของชั่วทั้งหลายที่ทำให้เกิดความเดือดร้อน  คุณก็จะไปเกิดบนสวรรค์เป็นเทวดานางฟ้า  ถ้าคุณฝึกปฏิบัติกรรมฐานนั่งสมาธิ  ปฏิบัติจนมีอารมณ์แห่งจิตเป็นฌาน  หรือที่เรียกได้บรรลุฌานสมาบัติ  คุณก็จะได้เข้าถึงพรหมโลก

                และถ้าคุณละกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์  หรือสิ่งที่ผูกมัด ร้อยรัดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ผูกติดอยู่กับความทุกข์ทำให้ไม่สามารถสลัดหลุดออกมาได้  ที่เรียกว่า สังโยชน์ 10  คือ สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา คุณก็จะเข้าถึงพระนิพพาน

                กล่าวโดยสรุปคือ  ชีวิตเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้  แต่ความตายเป็นสิ่งเที่ยงแท้  วันเกิดสถานที่เกิดเราพอกำหนดรู้ได้  แต่วันตายสถานที่ตายและเมื่อตายแล้วจะไปไหนนั้นเราไม่รู้ได้  นอกจากการกฎแห่งกรรมจะเป็นสิ่งที่กำหนดให้เราเป็นไปตามนั้น  ถ้าเราเหล่าท่านทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา สั่งสมบุญกุศลไว้พร้อมแล้ว  เมื่อล่วงลับดับไปก็จะได้ไปสู่ทางสุคติที่ดี  แต่ถ้าเราเหล่าท่านทั้งหลายประพฤติปฏิบัติในทางที่ไม่ดี ทำผิดศีล 5 ข้อ ทำบาปกรรมไว้มาก  แน่นอนว่า  เมื่อล่วงลับไปแล้ว  ก็จะต้องไปสู่ทางทุคติถ่ายเดียว  แล้วคุณล่ะอยากจะไปทางไหนกันระหว่างสุคติกับทุคติ  เชื่อแน่นอนว่า..คงไม่มีใครคนไหนปรารถนาที่จะไปสู่ทางไม่ดีเป็นแน่  คงต้องการที่จะไปสู่ทางที่ดีกันทุกคน  ฉะนั้น  ก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจที่รักษาศีล ประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในหลักธรรม บำเพ็ญความดีเอาไว้มาก ๆ ในขณะที่ดำรงชีพอยู่นี้  เพียงเท่านี้เมื่อคุณถึงเวลาจบชีวิตลงแล้วคุณจะได้ไปดี..นั่นแล