การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุพรรณบุรี

               สุพรรณบุรีเป็นเมืองเก่าแก่สมัยโบราณเมืองหนึ่ง มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 - 4,000 ปี ตามหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบ     มีทั้งยุคหินใหม่       ยุคสัมฤทธิ์     ยุคเหล็ก และสืบทอดทางวัฒนธรรมต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ   ฟูนัน    อมรวดี   ทวารวดี     ศรีวิชัย     ลพบุรี    อู่ทอง อยุธยา  จนตราบทุกวันนี้

                                สุพรรณบุรีเดิมมีชื่อเรียกว่า  ทราวดีศรีสุพรรณภูมิ ซึ่งในราว พ.ศ. 700-800 อาณาจักรสุวรรณภูมิ   อันมีเมืองนครปฐมเป็นราชธานี  ต้องตกเป็นเมืองออกของวินละ ( เขมร )ต่อมาราว  พ.ศ. 1113  พวกไทยเมืองละโว้กู้อิสรภาพได้สำเร็จ  อาณาจักรสุวรรณภูมิโบราณนี้ได้กลับมามีความเจริญรุ่งเรืองอีกวาระหนึ่ง และมีชื่อใหม่ว่า อาณาจักรทราวดี เมืองทราวดี(นครปฐม) เจริญแล้วเสื่อมลงตามความเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์บ้าง จากสงครามบ้าง บางคราวถึงกับทิ้งร้างไปนานๆ มาถึงสมัยอู่ทอง พระยาพานได้พยายามบูรณะใหม่ ตั้งแต่น้ำท่าไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนสมัยโบราณ พระยาพานจึงได้แต่ซ่อมเพียงองค์พระปฐมเจดีย์แล้วสถาปนา เมืองพันธุมบุรีที่บนฝั่งแม่น้ำ(ท่าจีน) ขึ้นแทนระหว่าง พ.ศ. 1420-1425 และได้ครอบครองเมืองนี้ต่อมาจนสวรรคตในราว พ.ศ.1459 พระพรรษาได้ครองราชย์แทน แต่แล้วกลับเสด็จไปครองเมืองอู่ทองซึ่งใหญ่กว่า เมืองอู่ทอง    จึงเป็นราชธานีเรียกว่า    เมืองศรีอยุธยา    อยู่พักหนึ่งต่อจากนั้นเหตุการณ์ เมืองพันธุมบุรี ได้เงียบหายไปราวสองศตวรรษ มาปรากฏเรื่องราวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้ากาแตเชื้อสายมอญ  ได้เสวยราชย์ในเมืองอู่ทอง    แล้วย้ายราชธานี     กลับมาอยู่ที่ เมืองพันธุมบุรี ได้มอบให้มอญน้อย(พระญาติ) สร้างวัดสนามไชย และบูรณะวัดลานมะขวิด (วัดป่าเลไลยก์) ในบริเวณ   เมืองพันธุมบุรี เสียใหม่  เมื่อบูรณะแล้ว ข้าราชการได้เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา และชวนกันออกบวชถึงสองพันคน จึงได้เรียกชื่อเมืองใหม่ว่า  เมืองสองพันบุรี

                                ครั้นถึงสมัยอู่ทอง    เมืองอู่ทองมีกษัตริย์ครองราชย์สืบต่อมา   หลายพระองค์เรียกว่า

พระเจ้าอู่ทอง ทั้งสิ้น และพระราชธิดาของพระเจ้าอู่ทองได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าราม โอรสพระเจ้าศิริชัยเชียงแสน ต่อมาพระเจ้ารามขึ้นครองเมืองอู่ทอง แทน(พ่อตา) คนทั่วไปก็เรียกว่า พระเจ้าอู่ทอง  เมื่อขุนหลวงพระงั่ว (พี่มเหสี)  ขึ้นครอง เมืองสองพันบุรี และได้ย้ายไปครองเมืองอู่ทอง เมืองอู่ทองต้องกลายเป็นเมืองร้าง เพราะแม่น้ำจระเข้สามพันเปลี่ยนทางเดินใหม่และตื้นเขิน ซ้ำร้ายยังเกิดห่า(อหิวาตกโรค) อีกด้วย  ขุนหลวงพระงั่วจึงย้ายกลับมาประทับที่ เมืองสองพันบุรี และภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเมืองนี้เสียใหม่ว่า  เมืองสุพรรณบุรี  เมื่อ พ.ศ. 1890 (เมืองสุพรรณบุรีที่สร้างขึ้นในสมัยอู่ทองนั้น ตั้งอยู่ทางขวาของแม่น้ำสุพรรณบุรี (ท่าจีน) ยังมีคู และกำแพงเมืองปรากฏอยู่จนตราบทุกวันนี้  แต่ตัวเมืองในปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลท่าพี่เลี้ยงทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำสันนิษฐานว่าคงย้ายมาเมื่อสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะในสมัยกรุงธนบุรีกำลังมีศึกพม่าเข้ามาประชิดติดพัน คงไม่มีเวลาว่างที่จะทรงคิดในเรื่องการสร้างบ้านเมืองใหม่ขึ้น)

                                สุพรรณบุรีเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของอยุธยาด้านตะวันตก และยังเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ  จากการศึกไทยรบกับพม่า 33 ครั้ง ตามประวัติศาสตร์เป็นการรบติดพันใกล้กับเมืองหลวง โดยมีสุพรรณบุรีเป็นสมรภูมิถึง 6 ครั้ง ชาวสุพรรณบุรีจึงเป็นสายเลือดนักรบโดยแท้ การรบที่ดุเดือดและสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การกอบกู้เอกราชของไทยคือสงครามยุทธหัตถีที่สมด็จพระนเศวร-มหาราช ทรงมีชัยเหนือสมเด็จพระมหาอุปราชาแห่งพม่า ณ สมรภูมิดอนเจดีย์เป็นมหาวีรกรรม คชยุทธอันยิ่งใหญ่ ที่ได้ถูกจารึกไว้ และมีการจัดงานเฉลิมฉลองทุกปีเพื่อเทิดพระเกียรติ

                                ในสมัยรัชกาลที่ 5   เมื่อมีการปกครองมณฑล   เทศบาลเมืองสุพรรณบุรีก็ร่วมอยู่ในมณฑลนครชัยศรี ซึ่งประกอบด้วย   เมืองนครชัยศรี  สุพรรณบุรี   และสมุทรสาคร    ในปี พ.ศ. 2438

จนกระทั่ง ในปีพ.ศ. 2456 มีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมืองมาเป็นจังหวัด เมืองสุพรรณบุรี

จึงเป็น     จังหวัดสุพรรณบุรี     ตั้งแต่นั้นมา

 

 

คำขวัญประจำจังหวัดสุพรรณบุรี

สุพรรณบุรีเมืองยุทธหัตถี      วรรณคดีขึ้นชื่อ

เลื่องลือพระเครื่อง                         รุ่งเรืองเกษตรกรรม

สูงล้ำประวัติศาสตร์                       แหล่งปราชญ์ศิลปิน

ภาษาถิ่นชวนฟัง

 

 

การเกิดในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นเป็นความภาคภูมิใจในสายเลือดสุพรรณ

ที่มีความผูกพันกับสายน้ำ ทุ่งนา และวัฒนธรรมที่ล้ำค่าทำให้อยากถ่ายทอดประสบการณ์การศึกษาประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุพรรณบุรี