พระยุ่งกับการเมืองจริงหรอ?

         เป็นธรรมดาของการเมืองที่ต้องพูดว่า "เป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์"  ซึ่งแน่นอนว่าต่างคนก็ต่างที่อยากจะครอบครองไขว่คว้าเอามาไว้เป็นของตน  แม้ว่าจะได้มาโดยวิธีใดก็แล้วแต่  ก็ยอมที่จะดิ้นรนลงทุนต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา  แต่จะมีประโยชน์อะไรเล่าถ้าเราได้อำนาจและผลประโยชน์นั้นมาแล้วตนเองกลับหาความสุขมิได้เลย  มีแต่จะวุ่นวาย เดือดร้อน และเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป

         มีคนกล่าวไว้ว่า  คนดี ๆ ที่เข้าไปเล่นการเมืองแล้วก็อาจจะกลับกลายเป็นคนไม่ดีได้  เพราะเมื่อถูกอำนาจและผลประโยชน์มาครอบงำเขาแล้ว  เขาย่อมมืดมนมัวหมองหลงยึดติดในอำนาจและสิ่งต่าง ๆ นั้นซึ่งทำให้เขาเป็นคนละคนกันได้คือจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากดีก็กลับไม่ดี จากที่เคยมีคุณธรรมก็หาคุณธรรมมิได้  เป็นแน่แท้

         "ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร" เป็นอีกคำนิยามหนึ่งของนักการเมือง  ที่ได้อ่านได้ฟังแล้วก็เกิดสลดใจเหมือนกัน  นี่บ่งบอกถึงลักษณะอุปนิสัยของคนที่เข้าไปเล่นการเมืองได้ดีอีกมุมหนึ่ง  ซึ่งสามารถที่จะหักหลังเพื่อนหรือทำลายล้างคนที่เกี่ยวข้องได้อย่างไม่ต้องสงสัย  ดังจะเห็นปรากฏในการเมืองของไทยปัจจุบัน

          การเมืองไทยในปัจจุบันนี้  เมื่อมองดูสถานการณ์แล้วก็มีความเห็นว่า  ยิ่งนับวันก็ยิ่งมีความรุนแรงทวีขึ้นทุกขณะ  ผู้คนเกิดความแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด  มีสีเหลือง สีแดง หรือสีน้ำเงิน พ่อแม่พี่น้องที่แต่เดิมก็ไม่เห็นจะมีสีนั้นสีนี้  แต่ปัจจุบันนี้ก็มีสีที่ต่างกัน  พ่อเป็นเหลืองบ้าง แม่เป็นแดงบ้าง ลูกเป็นน้ำเงินบ้าง  ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ไม่พูดคุยกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เป็นนิตย์  คิดแล้วก็น่าใจหายไปเหมือนกัน  นี่แหล่ะเป็นผลมาจากการเมือง  ซึ่งเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์

          ที่เขากล่าวกันว่า  "พระอย่ายุ่งกับการเมือง"นั้น  จริง ๆ แล้วโดยนิตินัย  พระก็ไม่สามารถที่จะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือเป็นนักการเมืองเหมือนกับชาวบ้านญาติโยมได้อยู่แล้ว  เพราะตามหลักกฎหมายก็มีบัญญัติไว้อย่างนั้น  และในทางพฤตินัยการที่พระจะไปยุ่งกับการเมืองในเรื่องของการชี้นำชี้แนะให้คนอื่น ๆ ไปเลือกตั้งคนนั้นนะเลือกพรรคนี้นะ  หรือไปว่าพรรคนั้นไม่ดีพรรคนี้ไม่ดีมันก็ไม่ถูกต้อง  แต่การที่พระจะไปยุ่งกับการเมืองในเรื่องของการเป็นผู้ให้สติ  ให้ธรรมะ ให้แนวทางในการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องในเรื่องการเมืองนั้นถือว่าเป็นสิ่งสมควรที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเหตุบ้านการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้  พระสงฆ์ยิ่งต้องมีบทบาทสำคัญยิ่งนักในการเตือนสติญาติโยม  ให้รักกัน มีเมตตากรุณาต่อกัน  มีความสามัคคีกัน  ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ทุกคนควรที่จะฟังพระบ้าง  ควรที่จะเข้าวัดเพื่อรักษาศีล ฟังธรรมบ้าง 

          พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า  "ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ เป็นของไม่เที่ยงแท้  เป็นทุกข์ ไม่มีตัวไม่มีตน  เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  แล้วก็ดับไปในที่สุด"  การเมืองที่เต็มไปด้วยอำนาจและผลประโยชน์ก็เหมือนกัน  ย่อมเกิดขึ้นมา  ดำรงอยู่ได้สักพัก  แล้วสุดท้ายก็ดับไปเหมือนกันนั้นแหล่ะโยม  ฉันใดก็ฉันนั้น  ดังนั้น  สิ่งที่อยากจะเตือนสติให้ระลึกไว้  ก็คือ  คนไทยด้วยกัน  ก็ควรมีความรักภักดีต่อกันและกัน  งดเว้นจากการทำบาปหยุดการใส่ร้ายป้ายสีกันและกัน  ทำแต่ความดี  คิดดี พูดดี ทำดีต่อกันและกัน  และนั่งสมาธิทำใจให้สงบบริสุทธิ์  ทำได้อย่างนี้  ประเทศไทยของเราเหล่าท่านทั้งหลายก็คงจะสงบร่มเย็นเป็นสุขตราบเท่านานแสนนาน  ขอเจริญพร..

          ลองดูมุมมองของพระ(ท่านว.วชิรเมธี)กับการเมือง(นายกอภิสิทธิ์)